03/06/2026
https://www.facebook.com/share/p/18evTEB4BY/?mibextid=wwXIfr
ในช่วงวันหยุดยาวนี้ ถ้าใครพอมีเวลา ผมก็อยากชวนดูหนังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังสารคดีจากประเทศอินโดนีเซียที่ชื่อว่า Pesta Babi: Kolonialisme di Zaman Kita (Pig Feast: Colonialism In Our Time)
ถ้าจะบอกว่า Pesta Babi คือหนังที่ร้อนแรงที่สุดในอินโดนีเซียตอนนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะความร้อนแรงของมันถึงดีกรีที่ว่าเจ้าหน้าที่ทางการและกองทัพได้บุกไประงับกิจกรรมฉายหนังในหลายพื้นที่ แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการสั่งแบนหนังก็ตามที
แต่กลายเป็นว่ายิ่งไล่บี้ ก็ยิ่งกระตุกต่อมให้คนอยากดู กระทั่งว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากที่หนังถูกอัปโหลดขึ้นฉายบน YouTube เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ มีคนเข้าชมไปแล้วถึงราว 10 ล้านครั้ง
ถามว่าทำไม Pesta Babi ถึงเป็นกระแสแรงขนาดนี้ ก็ต้องเล่าแบบย่อๆ ว่าตัวหนังนั้นเป็นฝีมือการกำกับของ Dandhy Dwi Laksono นักข่าวสืบสวนชื่อดัง และอำนวยการสร้างโดย Victor Mambor นักข่าวสารคดีชาวปาปัว โดยเนื้อหาสารคดีนั้นพาไปสืบสวนอภิมหาโปรเจกต์บนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน เพื่อเข้ามาผลักดันโครงการอุตสาหกรรมเกษตรขนาดยักษ์ ในพื้นที่จังหวัดปาปัว โดยอ้างจุดประสงค์ว่าทำเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงานให้กับประเทศชาติ
สำหรับประเทศอินโดนีเซีย ปาปัวจัดว่าเป็นพื้นที่อ่อนไหวสูง ด้วยว่ามีการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของคนพื้นเมือง มีเรื่องราวของการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทางการและกองทัพ มาต่อเนื่องยาวนาน และการที่รัฐและกลุ่มทุนพยายามที่จะเข้าไปเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ในปาปัว ก็ยิ่งไปเติมความซับซ้อนให้กับสถานการณ์ในพื้นที่มากขึ้น เพราะภายใต้โปรเจกต์ที่อ้างเรื่องความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของชาตินั้น มันคือการเข้าไปยึดแย่งทำลายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่ชนพื้นเมืองพึ่งพาในการทำมาหากินและยังชีพกันมายาวนาน ขณะที่พวกเขาแทบไม่ได้ประโยชน์ และปาปัวก็ยังคงเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศ
ความโหดร้ายคือกลุ่มคนที่เข้าไปปล้นชาวบ้านนั้นก็คือกองทัพอินโดนีเซีย ที่นอกจากจะยึดเอาที่ดินไปประเคนให้รัฐกับกลุ่มบริษัทใหญ่แล้ว บางส่วนยังถูกใช้เป็นฐานบัญชาการของกองทัพเอง สะท้อนว่ากองทัพยังคงมีอิทธิพลอยู่มากในสังคมอินโดนีเซีย แม้ประเทศจะผ่านความพยายามเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารมาแล้วเกือบ 30 ปี และขณะเดียวกันหนังก็ฉายภาพให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างกองทัพ รัฐ และกลุ่มทุนใหญ่ ที่สมคบคิดกันอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญที่หนัง Pesta Babi ต้องการสื่อสาร ก็คือว่าปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากยุคอาณานิคม ซึ่งอินโดนีเซียนั้นก็ถูกเจ้าอาณานิคมดัตช์เข้ามาตักตวงทรัพยากรจากคนพื้นเมือง พร้อมกับมีการกะเกณฑ์การจัดสรรทรัพยากร กำหนดชนิดของพืชที่ปลูก สินค้าที่ผลิต และบีบบังคับให้คนพื้นเมืองเป็นแรงงานรับใช้อุตสาหกรรมสนองความต้องการเจ้าอาณานิคม
สิ่งที่เกิดขึ้นกับปาปัวในวันนี้จึงสะท้อนว่าระบอบอาณานิคมนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่ตัวผู้กระทำนั้นเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นเจ้าอาณานิคมชาติตะวันตก กลายมาเป็นรัฐบาลของประเทศเสียเอง
จะว่าไปแล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดแค่ในพื้นที่ปาปัว แต่ยังพบเห็นได้ในอีกหลายมุมของโลก หรือเอาแค่ในประเทศไทยเอง แต่ละคนที่ได้ดูหนังก็อาจจะนึกเทียบเคียงไปกับหลายกรณี ซึ่งสำหรับผมแล้ว ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวระหว่างนั่งดูหนังเรื่องนี้ ก็คือพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ที่กำลังได้รับผลกระทบหนักจากเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าหลายเขื่อนที่อยู่ขวางกั้นแม่น้ำ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้แวบไปคิดถึงเรื่องแม่น้ำโขงเป็นอันดับแรก อาจเป็นเพราะตัวเองเคยลงพื้นที่ไปดูสถานการณ์มากับตา ทั้งที่จังหวัดเชียงราย หนองคาย และเลย ซึ่งในส่วนสองจังหวัดหลังนั้น ผมก็เพิ่งจะเผยแพร่เรื่องราวลงเว็บไซต์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในชื่อบทความว่า ‘6 ปีใต้เขื่อนไซยะบุรี กับวิถีชีวิตคนริมโขงหนองคาย-เลย ที่ต้องสังเวยให้อุตสาหกรรมไฟฟ้า’ ส่วนทางฝั่งเชียงราย ผมก็เคยเผยแพร่เป็นซีรีส์สารคดีสองตอนในชื่อ ‘ชายโขงเชียงรายยามสายน้ำพยศ’ เมื่อสองปีที่แล้ว
แน่นอนว่ากรณีแม่น้ำโขงกับปาปัวนั้นคงเอามาเทียบกันไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็มีหลายส่วนที่คล้ายกัน
ในกรณีปาปัว รัฐและกลุ่มทุนเข้าไปถางป่า ไล่ยึดที่ดินชาวบ้าน เพื่อปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ไว้เป็นส่วนประกอบผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง บนเป้าหมายการผลักดันปาปัวให้เป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของประเทศและการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ชาติ ขณะที่ในกรณีเขื่อนแม่น้ำโขงนั้น ก็มีขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พลังงานหลายชาติ อย่างลาวที่ต้องการบรรลุเป้าหมายเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย และไทยซึ่งมีเอกชนเข้าไปร่วมลงทุนและมีรัฐรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนนั้น ก็ยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
แต่ก็เป็นอย่างที่ทุกคนรู้ว่าโครงการเขื่อนต่างๆ ได้ส่งผลกระเทือนต่อระบบนิเวศแม่น้ำมหาศาล และทำให้คนในพื้นที่จำนวนมากที่พึ่งพาทรัพยากรทั้งในและรอบแม่น้ำในการยังชีพและทำกินมายาวนาน ไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป ซึ่งก็บีบให้ชาวบ้านเริ่มหลุดออกจากวิถีเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองได้ เข้าสู่วงจรเศรษฐกิจแบบตลาด ที่พวกเขาต้องดิ้นรนซื้อหาปัจจัยต่างๆ และเริ่มหันเข้าสู่งานรับจ้างกันมากขึ้น
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้คนนี้ถือว่าคล้ายกับกรณีปาปัวไม่น้อย เพียงแต่ในกรณีของไทยนั้นอาจไม่ถึงขั้นมีทหารเข้าไปไล่ที่ชาวบ้าน แต่ก็มีกรณีเทียบเคียงในฝั่งลาว ที่ทางการบังคับชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้อพยพโยกย้ายไปยังพื้นที่ที่จัดสรรไว้ให้ แม้ในกรณีไทยจะยังไม่มีการบังคับโยกย้ายก็จริงอยู่ แต่หลายปีมานี้ก็เริ่มมีชาวบ้านตัดสินใจย้ายออกไปหาโอกาสทำกินใหม่ในพื้นที่อื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะไปแบบเป็นครั้งคราวหรือถาวร ก็ด้วยว่าพื้นที่ริมโขงที่พวกเขาอยู่มานานนั้นแทบไม่เหลือทรัพยากรให้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้เหมือนเดิม
ผลกระทบยังเกิดขึ้นในอีกหลากหลายมิติ ซึ่งผมจะทยอยเล่าสู่กันฟังผ่านงานสื่อต่อไป แต่ที่ผ่านมาผมก็เคยได้ยินบางคนตั้งคำถามว่า ผลกระทบเกิดกับชาวบ้านก็จริงอยู่ แต่พวกเขาจะเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในชาติไม่ได้หรือ
ถ้าจะตอบคำถามนี้ ก็คงยาวถึงขั้นต้องแยกเป็นอีกบทความหนึ่ง แต่สิ่งที่พอตอบได้สั้นๆ ก็คือว่า ที่จริงคนที่เสียประโยชน์จากสิ่งนี้อยู่ไม่ใช่แค่คนริมน้ำโขง แต่คือคนไทยทั้งประเทศที่กำลังแบกรับต้นทุนที่ตัวเองมองไม่เห็น
ในแง่หนึ่ง แม้จะมีคนอ้างว่าไฟฟ้าจากเขื่อนมาช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ แต่ในภาวะที่เรามีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นเกินอยู่นี้ การซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนเพิ่มเติมนั้นจึงกลายเป็นยิ่งเพิ่มภาระค่าไฟ มากเสียกว่าจะช่วยให้ค่าไฟถูกลง ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีเงื่อนไขแบบ 'ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย' หรือ Take or Pay และหากจะบอกว่ามันช่วยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ก็ต้องมาตั้งคำถามกันว่ามันสะอาดจริงหรือไม่ ในเมื่อส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขนาดนี้
ต้องไม่ลืมด้วยว่า แม้แม่น้ำโขงจะอยู่ห่างไกลจากใครหลายคน แต่มันคือแหล่งอาหารสำคัญที่ก็หล่อเลี้ยงหลายพื้นที่ของประเทศ เพราะฉะนั้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อแม่น้ำก็ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหารของชาติด้วย หาใช่เพียงความสูญเสียของคนริมโขงเพียงอย่างเดียว
และที่สำคัญที่สุด ถ้าเรายังมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว และปล่อยให้ผู้มีอำนาจกระทำต่อชาวบ้านแบบนี้ต่อไป สักวันหนึ่งผู้ถูกกระทำนั้นก็อาจกลายมาเป็นเรา
วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา
รองบรรณาธิการบริหาร The101.world
—
✉️ อ่านผลงานใหม่ทั้งหมดในสัปดาห์ที่ผ่านมาของวันโอวันและ Subscribe รับ Newsletter ได้ที่: https://mailchi.mp/8f15304ed28c/101-this-week-12874344
—
💛 101 SUPPORT — ร่วมซัพพอร์ต ร่วมส่งพลัง ร่วมสร้างสรรค์สื่อ
👉 ร่วมสนับสนุน ‘วันโอวัน’ ได้ที่: https://www.the101.world/101support
#วันโอวัน