Deliverydnd New Solution for D&D
(1)

Noodles
24/02/2026

Noodles

Lalin
20/02/2026

Lalin

18/02/2026

ตึกม่วง

Wow
18/02/2026

Wow

กรอบอร่อยเหมือนมันฝรั่งทอด แต่ไม่ใช้น้ำมันแม้แต่หยดเดียว ผลไม้อบกรอบ “Pure D” ผลงานวิจัยกว่า 20 ปี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่พัฒนาเทคโนโลยีอบแห้งด้วยไอน้ำร้อนยวดยิ่งที่ความดันต่ำ ทำให้ผลไม้พองฟูจากภายใน กรอบเบา สีสวย กลิ่นรสครบ 100% โดยไม่เติมน้ำตาล ไม่ใช้น้ำมัน และไม่ใส่สารปรุงแต่ง 🧪
นี่ไม่ใช่แค่สแน็กเพื่อสุขภาพ แต่คือการยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมแข่งขันในตลาดโลก พิสูจน์ว่าการลงทุนในองค์ความรู้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้สินค้าไทยได้อย่างแท้จริง 🚀
📖 อ่านต้นฉบับได้ที่ https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_330192
#นวัตกรรมอาหาร #ผลไม้อบกรอบ #ไม่ทอดไม่ใช้น้ำมัน #งานวิจัยไทย #เพิ่มมูลค่าเกษตร #เทคโนโลยีชาวบ้าน

The grand cruise 👍
07/02/2026

The grand cruise 👍

จากเรือสินค้าสู่เรือสำราญ เดอะ แกรนด์ เจ้าพระยา ครุยส์ "ภูวดี" ยกระดับสู่ World Destination
จากผู้หญิงที่เติบโตมากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเรือขนส่งสินค้าของครอบครัว เมื่อจบปริญญาโท MBA ด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกา เธอกลับมาเมืองไทยหาประสบการณ์ทำงานนอกบ้านอยู่ 2-3 ปี ก็กลับมาช่วยธุรกิจเรือขนส่งสินค้าของคุณพ่อ “ร้อยเอกชม คุนผลิน” ซึ่ง “คุณเอ๋ ภูวดี คุนผลิน” เล่าว่า เธอ 2 คนกับ พี่สาว (ดร.ภูวนิดา คุนผลิน) เข้าไปช่วยงาน ไม่ได้แค่นั่งบริหาร แต่เรียนรู้ทุกอย่าง ต้องนั่งเรือหางยาว เพื่อขึ้นไปดูเรือใหญ่ ปีนขึ้นเรือ-ลงเรือ ซึ่งลูกเรือมีแต่ผู้ชายที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว

ขณะที่กำลังสนุกกับงาน คุณแม่ “ดร.มาลีรัตน์ คุนผลิน” กลับเป็นห่วงลูกสาว ทั้งเรื่องความปลอดภัย และเห็นว่าเป็นงานหนัก ที่ไม่เหมาะ กับผู้หญิง จึงไม่อยากให้ทำ หลังจากนั้นครอบครัวจึงตัดสินใจขายธุรกิจเรือขนส่งสินค้า...
อ่านต่อใน Business On My Way ใน comment
#หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ #เรือสำราญ #ท่องเที่ยว #ท่องเที่ยวไทย

Kitchen origin
04/02/2026

Kitchen origin

Kitchen Origin โมเดลธุรกิจ ข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน ที่ CP เคยไปดูงาน
การทำข้าวกล่อง (Lunch Box/Meal Box) เป็นอีกโมเดลที่น่าสนใจ ตอบโจทย์กับการแก้ปัญหา Pain Point เรื่องเวลา ของคนยุคใหม่ ซึ่งมีหลายเหตุผลที่ยกมาประกอบพอให้มองเห็นภาพว่าทำไมถึงเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน แม้จะเจอคู่แข่งมากก็ตามที
✅ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนทำงานมีเวลาน้อยลง ต้องการความสะดวก และนิยมสั่งผ่าน Delivery มากขึ้น
✅ บริหารจัดการง่ายกว่าร้านอาหารเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีหน้าร้านหรูหรา (Cloud Kitchen) ลดค่าเช่าที่ ลดจำนวนพนักงานเสิร์ฟ
✅ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ, งานสัมมนา, งานศพ, กิจกรรมโรงเรียน ไปจนถึงสายสุขภาพ (Clean Food)
✅ คำนวณวัตถุดิบได้แม่นยำกว่าการขายตามสั่ง ทำให้ Food Waste น้อยลง
📌ความท้าทายการทำธุรกิจ “ข้าวกล่อง” ที่ต้องเจอ!
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติแต่ต้องพูดถึงเรื่องระบบบริหารจัดการในร้านด้วย การจะลงทุนในธุรกิจนี้มีความท้าทายที่ต้องพบเจอ 3 ด้านคือ
1.ค่า GP และการบริหารกำไร
ถ้าตัดเรื่องรายได้จากการขายหน้าร้านออกไปเชื่อว่ารายได้อีกส่วนใหญ่จะมาจากเดลิเวอรี่ ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้คือต้นทุนสำคัญ การโดนหัก 30% + VAT 7% รวมแล้วประมาณ 32.1% หมายความว่าถ้าขาย 100 บาท จะเหลือเงินเข้าร้านจริงๆ แค่ 67.9 บาท ซึ่งต้องไปหักค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าแก๊ส ซึ่งก็มีวิธีแก้ปัญหาในเบื้องต้นคือ
✅ ใช้กลยุทธ์การตั้งราคา ที่ม่จำเป็นต้องขายราคาเดียวในทุกช่องทาง ในแอปฯ อาจตั้งราคาสูงกว่าหน้าร้าน 20-30% โดยอาศัยการจัดโปรโมชั่น "ของแถม" หรือ "เซตคู่" เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า
✅ กลยุทธ์การดึงลูกค้าเข้าช่องทางตัวเอง เช่นการใช้แอปเป็นเครื่องมือหาลูกค้าใหม่ แล้วแถมใบปลิวหรือคูปองส่วนลดสำหรับการสั่งตรงผ่าน Line OA ในครั้งถัดไป เพื่อเลี่ยงค่า GP
✅ การออกแบบเมนูที่ต้นทุนน้อยแต่เพิ่มมูลค่าได้ เพื่อนำเฉลี่ยกำไรกับเมนูที่ต้นทุนสูง
2.ความเร็วและคุณภาพ
โดยเฉพาะการมีออร์เดอร์เข้ามาเยอะๆ จะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้ทันทุกออร์เดอร์โดยที่คุณภาพไม่ลดลง หัวใจสำคัญอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบ ที่ต้องซอยหั่น เครื่องปรุงต้องพร้อม การชั่งตวงต้องเตรียมไว้ก่อนเริ่มลงมือทำอาหาร การเตรียมข้าวที่ควรหุงหม้อใหญ่และรู้วิธีอุ่นข้าวให้ฟูนุ่มตลอดเวลา
และควรวางลำดับการลงกล่องรู้ว่าอะไรลงก่อน -หลัง เช่น วางข้าวและของแห้งก่อน แล้วค่อยราดซอสหรือวางกับข้าวที่ร้อนที่สุดเป็นลำดับสุดท้ายก่อนปิดฝา รวมถึงไม่ควรทำทีละกล่องแต่ควรทำทีละ 10-20 กล่องต่อกระทะโดยใช้การคุมไฟและเวลาที่แม่นยำ
3.บรรจุภัณฑ์เน้นสวยงาม + คุณภาพ
แพ็กเกจจิ้งถือเป็นหน้าตาและหัวใจของธุรกิจข้าวกล่องเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประทับใจเมื่อพบเห็นได้ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ไม่ใช้จะเน้นแค่สวยแต่ต้องให้มีคุณภาพด้วยก็เป็นอีกต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ การเลือกบรรจุภัณฑ์จำเป็นต้องคำนึงถึงอาหารแต่ละประเภทด้วยเช่น
✅ ของทอด: ต้องใช้กล่องที่มีรูระบายอากาศ หรือรองด้วยกระดาษซับมันพรีเมียม เพื่อไม่ให้ไอน้ำทำให้ของทอดนิ่ม
✅ ของผัด: ต้องแยกข้าวและกับข้าว (กล่อง 2 หลุม) เพื่อไม่ให้ข้าวแฉะซอสจนเกินไปเมื่อต้องเดินทางนานกว่า 20 นาที
เคล็ดลับที่น่าสนใจอีกอย่างคือปัจจุบันเทรนด์รักษ์โลกมาแรง การใช้กล่องชานอ้อยหรือพลาสติกที่ Recycle ได้ 100% ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีและดึงดูดลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงได้
📌Kitchen Origin ธุรกิจข้าวกล่องญี่ปุ่น รายได้ 10,000 ล้าน
Kitchen Origin คือแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นขายอาหารพร้อมทาน ภายใต้บริษัท Origin Toshu Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ AEON Group ในช่วงแรกใช้ชื่อว่า Origin Bento เปิดสาขาแรกที่เมืองคาวาซากิในปี 1994 เน้นจุดขายคืออาหารจานเดียว + ผัก/สลัดแบบชั่งน้ำหนักขาย เน้นปริมาณเยอะ ราคาถูก ทำสดใหม่ทุกวัน
ในปี 2014 เปลี่ยนจาก Origin Bento เป็น Kitchen Origin เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ เน้นกลุ่มผู้หญิงและคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเปลี่ยนคำว่า Bento เป็น Kitchen เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ วัตถุดิบคุณภาพสูง ทำเหมือนครัวที่บ้าน และเพิ่มเมนูหลากหลาย เช่น สลัด อาหารจานร้อน ปรุงสดตามคอนเซปต์เดิม
จากข้อมูลงบประมาณล่าสุดปี 2024 - 2025 มีรายได้ประมาณ 43,000 - 45,000 ล้านเยน หรือประมาณ 10,000 - 11,000 ล้านบาท มีสาขารวมกว่า 500 - 520 แห่ง ทั่วประเทศญี่ปุ่น (รวมแบรนด์ Kitchen Origin, Origin Bento และร้านอาหารในเครืออย่าง Tōshū)
เหตุผลที่ข้าวกล่องของ Kitchen Origin เติบโตในญี่ปุ่นมากอาจเป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างจากเมืองไทย โดยมีปัจจัยประกอบหลายอย่างเช่น
✅ การเป็นสังคมคนโสดและผู้สูงอายุ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการทำอาหารเองเพราะไม่คุ้มค่าไฟ/ค่าวัตถุดิบ การซื้อข้าวกล่องพร้อมทานจึงตอบโจทย์มาก
✅ สังคมแบบ Working Women ผู้หญิงญี่ปุ่นทำงานนอกบ้านมากขึ้น เวลาทำกับข้าวลดลง แต่ยังอยากให้ครอบครัวได้กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน Kitchen Origin จึงเป็นโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ได้ดี
✅ ความหนาแน่นของสถานีรถไฟฟ้า เพราะร้านมักตั้งอยู่ในจุดที่เป็นทางผ่านกลับบ้าน ทำให้การแวะซื้อข้าวกล่องเป็นเรื่องง่ายเหมือนการเดินเข้า 7-Eleven
รวมกับกลยุทธ์ที่ Kitchen Origin นำมาใช้เช่นหลายสาขาเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับคนทำงานกะดึกหรือคนที่ต้องการอาหารคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ร้านอาหารปิดหมดแล้ว หรือการทำบาร์สลัดและกับข้าวตักที่ให้ลูกค้า ตักเองตามน้ำหนัก
ซึ่งสร้างความรู้สึกอิสระและเลือกได้ตามงบประมาณ นอกจากนี้ยังมีระบบการเปลี่ยนอาหารบนชั้นวางที่เข้มงวดมาก อาหารที่ทำทิ้งไว้นานจะถูกลดราคาในช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายพีคที่สุดด้วย
📌CP Kitchen “Business Model” จากญี่ปุ่น
ในช่วงปี 2014 (พ.ศ.2557) CP ALL เคยไปดูงานและมีความร่วมมือในเชิงพันธมิตรทางธุรกิจ กับกลุ่ม AEON ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Origin Toshu แต่ก็เป็นการไปศึกษาดูงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างองค์กร
โดยที่ CP ได้ส่งทีมงานไปศึกษาดูงานที่ Origin Toshu เพื่อนำวิธีการจัดการอาหารสด (Fresh Food Management) มาปรับปรุงอาหารใน 7-Eleven และ CP FreshMart (ยุคนั้น)
ถ้าใครจำได้ CP เคยมีบริการ CP Kitchen ที่เปิดตัวที่อาคาร CP Tower 3 พญาไท ในช่วงปี 2557 รูปแบบร้านเป็นร้านอาหารจานเดียวที่เน้นความเร็วและคุณภาพวัตถุดิบ เช่น ใช้หมูคุโรบุตะ ไข่สดจากฟาร์ม CP มีเมนูยอดฮิตอย่างข้าวกะเพราหมูคุโรบุตะ, ข้าวสเต็กปลาแซลมอนพริกเกลือ เป็นต้น
แม้จะคล้ายโมเดลญี่ปุ่น แต่ CP ปรับรสชาติให้เป็นไทย 100% และลดสัดส่วนของอาหารตัก ลงเพื่อเน้นอาหารจานเดียวที่คนไทยถนัดกว่า ถือว่าเป็น Business Model ที่ได้รับความรู้และแรงบันดาลใจมาจากการไปดูงานกับ Origin Toshu
ช่วงเติบโตสุดขีดของ CP Kitchen คือปี 2556-2558 เน้นเปิดในทำเลที่มีคนพลุกพล่านและอาคารสำนักงาน เช่น CP Tower 3 , อิมพีเรียล สำโรง , อิมพีเรียล ลาดพร้าว , ซีคอน สแควร์ เป็นต้น
โดยรวมแล้วมีสาขาประมาณ 5-10 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัจจุบัน CP Kitchen ถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ได้นำจุดเด่นข้าไปควบรวมอยู่ในโมเดลที่แข็งแกร่งกว่าอย่าง CP Food World ซึ่งเป็นศูนย์อาหารแบบครบวงจร หรือหรือใส่เข้าไปในเมนูปรุงสดของ 7-Eleven
📌White Story แบรนด์ “ข้าวกล่อง” ยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย
และหากจะพูดถึงธุรกิจอาหารกล่องที่เป็นยักษ์ใหญ่ในตอนนี้ คือWhite Story ที่เดิมทีเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service) สาขาแรกอยู่ที่ The Crystal เลียบด่วนรามอินทรา เน้นอาหารสไตล์อิตาเลียนและอาหารไทยฟิวชัน
แต่ในช่วงวิกฤต COVID-19 ร้านอาหารนั่งทานได้รับผลกระทบหนักมากจึงตัดสินใจนำเมนูยอดนิยมมาแพ็กใส่กล่องวางขายหน้าร้าน กลายเป็นว่าผลตอบรับดีเกินคาดจึงเปลี่ยนโมเดลจากการรอให้ลูกค้ามาหา เป็นเอาอาหารไปส่งให้ลูกค้า เน้นตามห้างสรรพสินค้าและตึกออฟฟิศ จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวกล่องที่แข็งแกร่งในเมืองไทย
โดยมีสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง และฟิวชัน เช่น ข้าวคั่วกลิ้งเนื้อ, สปาเกตตีคาโบนาร่า, ข้าวผัดปลาทู รวมถึงอาหารสายสุขภาพเช่นสลัดผักไฮโดรโปรนิคที่มาพร้อมน้ำสลัดสูตรเฉพาะของร้าน และยังมีเบเกอรี่พวกขนมปังเนยสด , ขนมปังกรอบ , แซนด์วิช รวมถึงเครื่องดื่มและขนมหวานด้วย
แน่นอนว่า White Story ยึดถือหลักการขายหมดวันต่อวัน ช่วงค่ำจะมีการ ลดราคา (Clearance Sale) เพื่อไม่ให้มีสินค้าค้างคืน ซึ่งนอกจากจะลดขยะอาหารแล้ว ยังดึงดูดลูกค้าช่วงเลิกงานได้มากด้วย
ปัจจุบัน White Story มีสาขากว่า 100 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสร้างรายได้สู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับโมเดลธุรกิจข้าวกล่อง
แน่นอนว่าธุรกิจข้าวกล่องเป็นอีกรูปแบบลงทุนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ทำแล้วจะขายดีเหมือนกันหมด
มีปัจจัยหลายด้านที่มีผลกระทบ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ + การทำตลาด + คุณภาพสินค้าและบริการที่ดี คนที่มีเงินทุนน้อยก็เริ่มธุรกิจนี้ได้ เพียงแต่ต้องศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี แล้วค่อยขยายจากร้านเล็กๆ ให้เป็นร้านใหญ่ที่เติบโตในอนาคตได้มากขึ้น
อ้างอิง :
https://citly.me/XdBmu
https://citly.me/YaVyt
https://citly.me/Kn69p
https://citly.me/jKz5a
https://citly.me/7Ik91
https://citly.me/MmJaX
https://citly.me/VbkIF
#ข้าวกล่องญี่ปุ่น #ธุรกิจข้าวกล่องญี่ปุ่น #ธุรกิจข้าวกล่อง #ข้าวกล่อง

P
02/02/2026

P

เวียดนามส่งออก 'ผัก-ผลไม้' แปรรูปทะลุ 2 พันล้านดอลล์เป็นครั้งแรก
สำนักข่าวซินหัวรายงาน -- ศุลกากรเวียดนามรายงานว่าการส่งออกผักผลไม้แปรรูปของเวียดนามในปี 2025 พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.43 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.1 เมื่อเทียบปีต่อปี
รายงานระบุว่าสินค้าแปรรูปคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 24 ของมูลค่าการส่งออกผักผลไม้ทั้งหมดของเวียดนามในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากกว่าร้อยละ 20 ในปี 2024 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของการแปรรูปเชิงลึกในโครงสร้างการส่งออกของภาคส่วนนี้
การส่งออกที่เติบโตได้รับแรงหนุนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยมะพร้าวแปรรูปสร้างรายได้ราว 362 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.13 หมื่นล้านบาท) พิสตาชิโอสร้างรายได้ราว 361 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.1 หมื่นล้านบาท) และอัลมอนด์สร้างรายได้ราว 183 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.71 พันล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 57 มากกว่าร้อยละ 64 และเกือบร้อยละ 80 ตามลำดับ เมื่อเทียบปีต่อปี
ขณะเดียวกัน ผัก ผลไม้ และถั่วยังคงครองสัดส่วนหลักของมูลค่าการส่งออกที่ 6.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.89 แสนล้านบาท) แต่เติบโตเพียงราวร้อยละ 14
(แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานขนย้ายทุเรียนนำเข้าจากเวียดนามที่ด่านมิตรภาพในเมืองผิงเสียง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 12 ก.ย. 2023)

Snack store
02/02/2026

Snack store

ค้าปลีกแฟรนไชส์จีน Snack Store กลยุทธ์ปั้นยอดขายกว่า 1.2 ล้านล้านหยวน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว บวกกับกำลังซื้อของผู้บริโภคถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง รูปแบบค้าปลีกใหม่ที่เรียกว่า Snack Store กำลังกลายเป็นหนึ่งในโมเดลธุรกิจที่เติบโตเร็วสุดในประเทศจีน
ร้านค้าปลีกเฉพาะทางที่เน้นจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากผู้บริโภคทุกช่วงวัย เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การใช้จ่ายในยุคที่ผู้บริโภคต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ยังคงมองหาความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
Snack Store แตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป ด้วยแนวคิด “แพ็กเล็ก ราคาประหยัด” และความหลากหลายของสินค้ามากกว่า 3,000–4,000 รายการต่อสาขา โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อขนมตามน้ำหนักหรือชิ้นเล็กๆ ในราคาที่ถูกกว่าช่องทางค้าปลีกดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
โมเดลดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ลดมูลค่าการใช้จ่ายต่อครั้ง แต่เพิ่มความถี่ในการซื้อ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก
Snack Store ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเมืองใหญ่ แต่เริ่มต้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วในเมืองรองและระดับอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำ แต่กำลังซื้อเติบโตสูง ร้านขนมเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในชุมชน และสามารถสร้างยอดขายในระดับที่น่าจับตา จนทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มเร่งขยายเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของกระแสนี้ คือ การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ Snack Store รายใหญ่ที่พัฒนาจากร้านค้าท้องถิ่นในเมืองรอง สู่การเป็นบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีสาขานับหมื่นแห่งทั่วจีน และสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงด้วยมูลค่ากิจการเกือบ 400,000 ล้านบาท
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการค้าปลีกในประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ไม่อาจมองข้ามได้
📌Snack Store คืออะไร ทำไมจีนถึงโตแรง
Snack Store คือรูปแบบร้านค้าปลีกเฉพาะทางที่มุ่งเน้นการจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและสินค้าบริโภคขนาดเล็ก โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับร้านสะดวกซื้อ แต่แตกต่างอย่างชัดเจนในด้านโครงสร้างสินค้าและกลยุทธ์ด้านราคา ร้านประเภทนี้มักจำหน่ายสินค้าจำนวนมากในพื้นที่จำกัด และออกแบบร้านให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในเมืองและชุมชนเมืองรอง ที่ต้องการความสะดวกและความคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน
จุดเด่นสำคัญของ Snack Store คือ การจำหน่ายสินค้าในรูปแบบแพ็กเล็กหรือขายตามน้ำหนัก ทำให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมงบประมาณการใช้จ่ายต่อครั้งได้อย่างยืดหยุ่น
ขณะเดียวกัน ร้านหนึ่งสาขามักมีสินค้ามากกว่า 3,000–4,000 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ขนมกรอบ เบเกอรี่ ถั่วและผลไม้แปรรูป ไปจนถึงขนมเพื่อสุขภาพและสินค้านำเข้า ความหลากหลายดังกล่าวช่วยกระตุ้นการทดลองสินค้าใหม่ และเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ด้านราคาถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Snack Store เติบโตรวดเร็ว โดยสินค้าส่วนใหญ่วางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไปประมาณ 10–20% เป็นผลมาจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบรวมศูนย์ การสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก และมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตโดยตรง ส่งผลให้ร้านสามารถขายในราคาที่เข้าถึงได้ แม้ในช่วงต้นทุนและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น
การเติบโตของ Snack Store ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจีนอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นการใช้จ่ายต่อครั้งในมูลค่าสูง สู่รูปแบบการใช้จ่ายที่มูลค่าต่อบิลลดลง แต่เพิ่มความถี่ในการซื้อ ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าหลากหลายชนิดในปริมาณน้อย เพื่อสร้างความพึงพอใจและความสุขในชีวิตประจำวัน
โมเดลดังกล่าวจึงกลายเป็นคำตอบสำคัญของค้าปลีกยุคเศรษฐกิจชะลอตัว และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ Snack Store สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วทั่วประเทศจีน
📌มูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวในจีน
ในปี 2568 ตลาดขนมขบเคี้ยวของประเทศจีนมีมูลค่ารวมประมาณ 1,180,400 ล้านหยวน และมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,237,800 ล้านหยวน ในปี 2570 สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมดังกล่าว
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ได้แก่ การยกระดับการบริโภคของประชาชน, ไลฟ์สไตล์ที่เน้นการพักผ่อนและการใช้เวลาว่าง, ขนาดประชากรและกำลังซื้อของผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้าขนมขบเคี้ยวได้รับความนิยมสูงทั้งในช่องทาง ออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งนี้ ในอนาคตอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน การขยายรูปแบบการบริโภค และนวัตกรรมสินค้า เพื่อค้นหาโอกาสการเติบโตใหม่ในระยะยาว
📌ประเภทขนมขบเคี้ยวที่ได้รับความนิยมในจีน
จากข้อมูลสถิติในปี 2568 พบว่า ประเภทขนมขบเคี้ยวที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบมากที่สุด ได้แก่ ขนมกรอบจำพวกมันฝรั่งสัดส่วนร้อยละ 40.42, ขนมปัง เค้ก และของหวาน สัดส่วนร้อยละ 39.52, ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองสัดส่วนร้อยละ 35.81
สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคในการบริโภคขนมเพื่อผ่อนคลายความเครียด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการสื่อสารด้านคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนในปัจจุบัน
📌“Busy Ming – BC Ming Group” ผู้นำที่เขย่าตลาด
การเติบโตของตลาด Snack Store ในจีนถูกสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านการก้าวขึ้นมาของ BC Ming Group ซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการของ Snack Store รายใหญ่ 2 แบรนด์ในปี 2023 ได้แก่ Ling Shih Han Mang ผู้บุกเบิกโมเดลร้านขนมราคาประหยัดรายแรกๆ ของจีน และ Yi Ming หรือที่รู้จักในชื่อ Super Ming
ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ในเมืองรอง การควบรวมดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มขนาดธุรกิจในเชิงปริมาณ แต่ยังผสานจุดแข็งด้านแบรนด์ เครือข่ายสาขา และห่วงโซ่อุปทานเข้าไว้ด้วยกัน
ภายหลังการควบรวม BC Ming Group กลายเป็น Snack Store ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีนทันที ทั้งในด้านจำนวนสาขาและมูลค่าทางธุรกิจ พร้อมทั้งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรม
ด้วยการเป็น Snack Store รายแรกที่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โมเดลร้านขนมซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นธุรกิจรายย่อย กำลังได้รับการยอมรับในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่มีศักยภาพในระดับตลาดทุน
การเข้าซื้อขายในวันแรก ส่งผลให้ BC Ming มีมูลค่ากิจการสูงเกือบ 400,000 ล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในบริษัทค้าปลีกที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อแนวโน้มการเติบโตของ Snack Store รวมถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ปรากฏการณ์ของ BC Ming Group ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมค้าปลีกในจีน จากร้านขนมข้างถนนและธุรกิจท้องถิ่น สู่ธุรกิจทุนขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบแฟรนไชส์ โลจิสติกส์ และการบริหารจัดการแบบอุตสาหกรรม
ซึ่งไม่เพียงเปลี่ยนโฉมตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่ผู้ประกอบการค้าปลีกในภูมิภาคอื่น รวมถึงไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด
📌เครือข่ายสาขา–โลจิสติกส์ อาวุธลับที่คู่แข่งตามยาก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BC Ming Group สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาด Snack Store ของจีน คือ การมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมในวงกว้าง ปัจจุบันบริษัทมีร้านในเครือมากกว่า 19,500 สาขา กระจายอยู่ใน 28 มณฑล ครอบคลุมกว่า 1,200 เขตระดับอำเภอ
หรือคิดเป็นสัดส่วนราวสองในสามของพื้นที่การปกครองระดับอำเภอทั่วประเทศจีน เครือข่ายขนาดใหญ่นี้ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ลึกถึงระดับชุมชน และสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
นอกเหนือจากจำนวนสาขา ระบบโลจิสติกส์ถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจ BC Ming โดยบริษัทได้กระจายคลังสินค้าไปตามภูมิภาคต่างๆ ในลักษณะศูนย์กระจายสินค้าใกล้ร้านค้า ทำให้ระยะทางระหว่างคลังสินค้าและสาขาโดยเฉลี่ยไม่เกิน 300 กิโลเมตร ส่งผลให้สามารถจัดส่งสินค้าไปยังร้านค้าภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าขาดสต็อก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสินค้าหลากหลายจำนวนมาก
ขนาดเครือข่ายที่ใหญ่และระบบกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ BC Ming สามารถสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากจากผู้ผลิตโดยตรง ลดต้นทุนต่อหน่วย และควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดีกว่าผู้ค้าปลีกรายย่อย
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตนเอง เพื่อเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว
ผลจากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้ BC Ming สามารถวางจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โดยยังคงรักษาความหลากหลายและความสดใหม่ของสินค้าไว้ได้
โมเดลนี้จึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่คู่แข่งรายใหม่จะเลียนแบบได้ยาก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง เวลาในการสร้างเครือข่ายยาวนาน และความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในระดับอุตสาหกรรม
📌กลยุทธ์ Sinking Market เจาะเมืองรองก่อนเมืองใหญ่
การขยายธุรกิจ BC Ming Group คือการมุ่งเน้นตลาดที่เรียกว่า Sinking Market หรือเมืองระดับอำเภอและเมืองเทียร์ 3–4 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่จำนวนมากยังเข้าไปแข่งขันไม่เต็มที่
แม้เมืองเหล่านี้จะไม่ใช่ศูนย์กลางเศรษฐกิจหลัก แต่กลับมีอัตราการเติบโตของกำลังซื้อและการบริโภคที่รวดเร็ว จากการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ของประชากรในระดับท้องถิ่น
ปัจจุบันสาขาของ BC Ming มากกว่า 58% ตั้งอยู่ในเมืองรอง สะท้อนกลยุทธ์การ “ปักธงก่อนคู่แข่ง” ในพื้นที่ที่ยังมีช่องว่างทางตลาด เมืองขนาดเล็กมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างชัดเจน ทั้งค่าเช่าพื้นที่ที่ต่ำกว่าเมืองใหญ่ ค่าแรงที่อยู่ในระดับควบคุมได้ และระดับการแข่งขันที่ยังไม่รุนแรง ทำให้ร้านสามารถทำกำไรได้แม้มีมูลค่าการขายต่อบิลไม่สูงมาก
ขณะเดียวกัน เมืองรองยังเป็นพื้นที่ที่ Snack Store สามารถกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการซื้อขนมและอาหารว่างในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคในพื้นที่มีทางเลือกจำกัดเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ส่งผลให้ร้านสามารถสร้างฐานลูกค้าประจำได้อย่างรวดเร็ว และมีอัตราการซื้อซ้ำสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
อีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้กลยุทธ์ Sinking Market ประสบความสำเร็จ คือ การขยายสาขาผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เงินลงทุนจากส่วนกลางในระดับต่ำ ผู้ประกอบการท้องถิ่นซึ่งมีความเข้าใจพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายเครือข่าย
ในขณะที่บริษัทแม่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านแบรนด์ ซัพพลายเชน และระบบบริหารจัดการ ส่งผลให้ BC Ming สามารถครอบคลุมตลาดเมืองรองได้อย่างกว้างขวางภายในระยะเวลาอันสั้น
📌ตัวเลขสะท้อนความแรงของโมเดล
ผลการดำเนินงานของ BC Ming Group ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดล Snack Store ได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการควบรวมกิจการ บริษัทมีรายได้ประมาณ 46,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 972 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถสร้างผลกำไรได้แล้ว แม้อยู่ในช่วงขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
หลังการควบรวมกิจการในปี 2024 ตัวเลขทางการเงินของ BC Ming ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รายได้รวมทั้งปีสูงกว่า 175,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3,700 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน การรวมศูนย์ห่วงโซ่อุปทาน และการใช้ประโยชน์จากขนาดธุรกิจ (Economies of Scale) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวโน้มการเติบโตยังคงต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2025 โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทมีรายได้ประมาณ 270,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิใกล้ 7,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของโมเดล Snack Store ในการขยายรายได้และกำไรควบคู่กัน แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมค้าปลีก
เมื่อพิจารณาภาพรวม ตัวเลขทางการเงินของ BC Ming Group ชี้ให้เห็นว่า Snack Store คือหนึ่งในผู้ชนะของยุคเศรษฐกิจชะลอตัว โมเดลที่เน้นราคาประหยัด ความหลากหลายของสินค้า และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้จ่ายที่มุ่งเน้น “ความคุ้มค่า” ได้อย่างตรงจุด และกลายเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
📌คู่แข่งหลัก และสงครามขนมในจีน
แม้ BC Ming Group จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด Snack Store ของจีน แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมยังคงทวีความรุนแรง โดยคู่แข่งสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ Hao Xiang Lai เชน Snack Store รายใหญ่จากภาคเหนือของจีน ซึ่งปัจจุบันมีสาขามากกว่า 14,000 แห่ง และเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านการขยายสาขาและการเข้าซื้อกิจการร้านขนมท้องถิ่นในหลายพื้นที่
โครงสร้างการแข่งขันของตลาด Snack Store จีนเริ่มมีลักษณะผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอย่างชัดเจน โดย BC Ming Group และ Hao Xiang Lai ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 75% ส่งผลให้ทั้งสองแบรนด์กลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม
ไม่ว่าจะเป็นด้านราคา รูปแบบร้าน หรือจังหวะการขยายสาขา ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยต้องเผชิญแรงกดดันในการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงที่ผ่านมา การแข่งขันเริ่มขยับจากเมืองรองและตลาด Sinking Market เข้าสู่เมืองเทียร์ 2 และเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันของ Snack Store ยังไม่รุนแรงนัก การรุกเข้าสู่เมืองเหล่านี้ทำให้ BC Ming และ Hao Xiang Lai ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง ทั้งในแง่ทำเลร้าน การตั้งราคา และการสร้างความแตกต่างของสินค้า ส่งผลให้การแข่งขันมีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สงคราม Snack Store ในระยะถัดไปจะไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่จะเป็นการแข่งขันด้านประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และความสามารถในการรักษายอดขายต่อสาขา ในสภาวะที่ร้านเริ่มกระจุกตัวมากขึ้น การแข่งขันระหว่างสองยักษ์ใหญ่จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรมค้าปลีกของจีน
📌Snack Store และร้านขนมขบเคี้ยวยอดนิยมในจีน
นอกจาก BC Ming Group และ Hao Xiang Lai ซึ่งเป็นผู้นำตลาด Snack Store ของจีนแล้ว ตลาดขนมขบเคี้ยวยังมีผู้เล่นสำคัญอีกจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบเชนร้านค้าปลีกเฉพาะทางและแบรนด์ขนมขนาดใหญ่ที่พัฒนาโมเดลออฟไลน์ควบคู่กับออนไลน์ ดังนี้
1.Busy Ming (零食很忙 / Zhao Yi Ming)
เชนร้านขนมขบเคี้ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีน ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 20,000 แห่ง ครอบคลุม 28 มณฑลทั่วประเทศ จุดเด่นคือแนวคิด “ขนมไซซ์เล็ก ราคาถูก” เน้นปริมาณสินค้าหลากหลายและราคาที่เข้าถึงผู้บริโภคในทุกระดับ
2.Hao Xiang Lai (好想来)
เชน Snack Store รายใหญ่จากภาคเหนือของจีน โดดเด่นด้านความหลากหลายของสินค้า ทั้งขนมท้องถิ่นและขนมนำเข้า วางตำแหน่งราคาประหยัด เริ่มต้นเพียง 1 หยวน ทำให้ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและครอบครัว
3.Busy for You (零食很忙)
ร้านขนมยอดนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เน้นสินค้าหลากหลายตามกระแสและราคาที่จับต้องได้ มีการออกแบบร้านให้ทันสมัย และใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น
4.Lingshi Henmang (零食很忙)
แบรนด์ที่สร้างกระแสไวรัลจากการจำหน่ายขนมไซซ์มหึมา (Oversize) เช่น มันฝรั่งทอด Lay’s กล่องสูงกว่า 1.5 เมตร ตอบโจทย์การถ่ายภาพ แชร์บนโซเชียล และการซื้อเพื่อสร้างประสบการณ์มากกว่าการบริโภคทั่วไป
5.BESTORE (良品铺子)
แบรนด์ร้านขนมขบเคี้ยวชั้นนำที่มีภาพลักษณ์พรีเมียมและทันสมัย มีทั้งสาขาออฟไลน์และช่องทางออนไลน์แข็งแกร่ง เน้นคุณภาพสินค้า การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ระยะยาว
6.Three Squirrels (三只松鼠)
แบรนด์ขนมชื่อดังของจีนที่เติบโตจากช่องทางอีคอมเมิร์ซ ก่อนขยายสู่ร้านออฟไลน์ มีจุดแข็งด้านการตลาดเชิงคาแร็กเตอร์ การเล่าเรื่องแบรนด์ และการสื่อสารกับผู้บริโภครุ่นใหม่
7.Lyfen (来伊份)
ร้านขนมที่มีฐานลูกค้าแข็งแรงในหลายเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้ โดดเด่นด้านความหลากหลายของสินค้าและการคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ
8.Yan Jin Pu Zi (盐津铺子)
ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของจีน ที่พัฒนาแบรนด์จากโรงงานสู่หน้าร้าน มีความได้เปรียบด้านการควบคุมต้นทุนและการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ แบรนด์ Snacks Are Busy (零食很忙) ยังได้ต่อยอดแนวคิดร้านขนมไซซ์เล็ก ด้วยการเปิดร้านเฉพาะทางสำหรับจำหน่ายขนมไซซ์มหึมา ภายใต้ชื่อ “Super Snacks Are Busy” และ “Snacks Are Huge” ตั้งแต่ต้นปี 2024 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและสายโซเชียล
📌พฤติกรรมผู้บริโภคจีน เบื้องหลังความสำเร็จ
ความสำเร็จของโมเดล Snack Store ในจีน ไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ด้านราคาและเครือข่ายเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยขนมขบเคี้ยวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสินค้าเพื่อความอิ่มท้องอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความสุข ผ่อนคลาย และเยียวยาอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางแรงกดดันจากการทำงานและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า เหตุผลหลักในการเลือกซื้อขนมขบเคี้ยวของชาวจีน คือการบริโภคเพื่อความเพลิดเพลินและผ่อนคลาย รวมถึงความพึงพอใจส่วนบุคคล การซื้อขนมจึงมีลักษณะเป็น “การให้รางวัลตัวเอง” มากกว่าการบริโภคตามความจำเป็น ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าหลากหลายชนิดในปริมาณไม่มาก แต่ซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ประเภทสินค้าหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ขนมกรอบ ยังคงเป็นหมวดหลักของตลาด ตามมาด้วยเบเกอรี่และของหวาน รวมถึงถั่วและขนมเพื่อสุขภาพ ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในช่วงหลัง ความนิยมของสินค้ากลุ่มถั่วและขนมสุขภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น
ข้อมูลยังชี้ว่า ผู้บริโภคจีนมากกว่า 50% ยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น หากสินค้าขนมขบเคี้ยวมีส่วนผสมหรือคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ เช่น วัตถุดิบธรรมชาติ น้ำตาลต่ำ หรือมีการสื่อสารด้านโภชนาการอย่างชัดเจน แนวโน้มดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการ Snack Store ต้องเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ และปรับพอร์ตสินค้าให้สอดรับกับกระแสสุขภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียและ KOL อินฟลูเอนเซอร์ ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้บริโภคจำนวนมากนิยมทดลองสินค้าตามกระแส รีวิว และคำแนะนำจากบุคคลที่มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ส่งผลให้ Snack Store ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่ยังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการตลาดออฟไลน์กับกระแสออนไลน์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่อง
📌บทเรียนสำคัญที่ผู้ค้าปลีกไทย ต้องดู
กรณีศึกษาการเติบโตของ Snack Store ในจีน โดยเฉพาะความสำเร็จของ BC Ming Group สะท้อนบทเรียนสำคัญหลายประการที่ผู้ค้าปลีกไทยไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในบริบทที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกกดดัน และพฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โมเดลที่ประสบความสำเร็จในจีนแสดงให้เห็นว่าการขายให้ได้มาก อาจไม่สำคัญเท่ากับขายให้คุ้มและตรงใจผู้บริโภค
1. แนวคิดแพ็กเล็ก ราคาประหยัด ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สามารถชนะใจผู้บริโภคได้ในวงกว้าง ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการควบคุมงบประมาณต่อครั้ง แต่ไม่ต้องการลดทอนความหลากหลายหรือความสุขจากการบริโภค ขนมที่มีขนาดเล็ก ราคาเข้าถึงได้ และสามารถเลือกซื้อได้หลายชนิด จึงมีโอกาสถูกเลือกมากกว่าสินค้าแพ็กราคาแพงหรือขนาดใหญ่
2. ความสำเร็จของ Snack Store จีนชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายสาขาและซัพพลายเชน มีความสำคัญมากกว่าการตกแต่งหน้าร้านหรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว การบริหารต้นทุน การกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ คือปัจจัยหลักที่ทำให้สามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ค้าปลีกไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญ
3. การมองเมืองรองเป็นโอกาสทางกลยุทธ์ ไม่ใช่ตลาดรอง ซึ่งเป็นเมืองขนาดกลางและเล็กมีต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำกว่า มีการแข่งขันน้อยกว่า และมีศักยภาพการเติบโตของกำลังซื้อที่น่าสนใจ หากสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่เหล่านี้ก่อนคู่แข่ง ก็มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
4. โมเดล Snack Store ของจีนตอกย้ำว่า Emotional Healing หรือการเยียวยาอารมณ์ คือหัวใจสำคัญของสินค้าขนมยุคใหม่ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อขนมเพียงเพราะหิว แต่ซื้อเพื่อผ่อนคลาย ให้รางวัลตัวเอง และเติมความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น ผู้ค้าปลีกไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์ ประสบการณ์ในการซื้อ และการเล่าเรื่องสินค้า ให้สอดรับกับความต้องการทางอารมณ์ของผู้บริโภคมากขึ้น
📌โอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาด Snack Store
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Snack Store ในจีน ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับสินค้านำเข้า โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวจากประเทศในอาเซียน
ซึ่งผู้บริโภคจีนมีความคุ้นเคยและให้การยอมรับในด้านรสชาติและคุณภาพ หนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว คือประเทศไทย ซึ่งมีภาพลักษณ์เชิงบวกในสายตาผู้บริโภคจีนมาอย่างต่อเนื่อง
ขนมขบเคี้ยวไทยถูกมองว่าเป็นสินค้านำเข้าที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในด้านรสชาติ วัตถุดิบ และความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนมผลไม้แปรรูป ขนมจากธัญพืช หรือขนมท้องถิ่นที่มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม ความคุ้นเคยของผู้บริโภคจีนต่อสินค้าไทย ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสเข้าสู่ Snack Store เชนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง
การขยายตัวของ Snack Store สู่ตลาดภาคเหนือของจีน ยังถือเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคในภูมิภาคดังกล่าวมีการเปิดรับสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และการแข่งขันของแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากภาคใต้ยังไม่รุนแรงเท่าในเมืองหลัก
หากผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปสร้างการรับรู้แบรนด์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็มีโอกาสยึดพื้นที่ตลาดและสร้างฐานลูกค้าในระยะยาว
ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดียจีน และ KOL อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อกระตุ้นการรับรู้และความน่าเชื่อถือในหมู่ผู้บริโภค พร้อมทั้งใช้การเล่าเรื่อง (Brand Storytelling) ที่เชื่อมโยงความเป็นไทย วัฒนธรรม และที่มาของวัตถุดิบ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสินค้าท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน การจับมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า หรือผู้บริหารแฟรนไชส์ในพื้นที่ จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบด้านราคา การกระจายสินค้า และการเข้าถึงเครือข่าย Snack Store ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[ บทสรุป ]
ปรากฏการณ์ Snack Store ในประเทศจีนสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจค้าปลีกในยุคปัจจุบัน จากโมเดลที่เน้นการขายปริมาณและขนาดสินค้า สู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความหลากหลาย และประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้บริโภค
ร้านขนมขบเคี้ยวจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นจุดจำหน่ายสินค้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการตอบสนองความรู้สึกของผู้ผู้บริโภค
ความสำเร็จของ Snack Store แสดงให้เห็นว่า ค้าปลีกยุคใหม่คือการขายความสุขในราคาที่คนยังจ่ายไหว ผ่านแพ็กเล็ก ราคาประหยัด การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
โมเดลนี้สามารถเติบโตได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว และกลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะของอุตสาหกรรมค้าปลีกจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สำหรับผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบการไทย Snack Store ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราวจากต่างประเทศ แต่คือ โมเดลธุรกิจแห่งอนาคตที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งในแง่โครงสร้างซัพพลายเชน กลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภค และการสร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้กับสินค้า
การทำความเข้าใจบทเรียนจากจีนตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือ และคว้าโอกาสได้ทัน ก่อนที่คลื่นค้าปลีกลูกใหม่นี้จะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ
แหล่งข้อมูล
https://citly.me/aYQTw
https://citly.me/oCxak
https://citly.me/T64uQ
https://citly.me/sKzcl
https://citly.me/5QH4m
https://citly.me/aYQTw
#ร้านค้าปลีก #ขนมขบเคี้ยวจีน #ขนมขบเคี้ยว #ร้านค้าปลีกขนมขบเคี้ยวจีน

ที่อยู่

999/9 Praram1 Road Patumwan
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Deliverydndผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท