C'Brew Coffee Cup of Brewing

บทความและเพจดีดีที่น่าติดตาม
03/03/2022

บทความและเพจดีดีที่น่าติดตาม

“ได้กลิ่นเหมือนดอกไม้ขาว อมเหลือง ออกส้มหน่อย ๆ” ตกลงจะสีอะไรกันแน่ ไอ้ดอกเนี่ย 😂 …เราคงเคยได้ยินคนที่บรรยายรสชาติกาแฟประมาณนี้ หรือไม่ก็เห็นเขียนติดไว้ที่ถุงกาแฟที่เราเรียกกันว่า Flavor(Taste) Note ซึ่งวิธีการประเมินรสชาติกาแฟโดยมนุษย์แบบนี้ก็มักถูกสบประมาทมาตลอดว่า… มโนเอาเองรึเปล่า? 😏
จริง ๆ คำว่า “มโน” ถึงแม้จะฟังดูเป็นคำพูดเชิงดูถูกนิด ๆ (หรือไม่นิดนะ?😅) แต่มันก็ค่อนข้างที่จะตรงอยู่สำหรับการประเมินทางประสาทสัมผัส (Sensory Assessment)โดยเฉพาะกับการชิมกลิ่นรส ที่ก่อนหน้านี้(สัก 70 ปีที่แล้ว)ถูกจัดว่าเป็น Subjective ทั้งหมดพูดง่าย ๆ คือเป็นข้อมูลที่ใช้อ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้นั่นแหละ เช่นกลิ่นดอกไม้ บางคนบอกเจอ บางคนบอกไม่เจอ… เออ แล้วตกลงมีหรือไม่มี ก็สรุปไม่ได้
การประเมินทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จึงต้องเป็นการประเมินแบบ Objective ที่ไม่มีความคิดเห็น ความชอบ ของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่นการวัดค่า TDS ที่ถ้าใช้อุปกรณ์ที่แม่นยำ จิ้มกี่ทีมันก็ออกเลขเดียวกัน บอกได้เลยว่ากาแฟเข้มแค่ไหน ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้เลย
แบบนี้หมายความว่า… มนุษย์เป็นอุปกรณ์ตรวจวัดที่เชื่อถือไม่ได้เลยเหรอ? 😰 แล้วไอ้ที่ชิม ๆ กัน ให้โน้ตกัน นั่นมันเพื่ออะไรกันล่ะ?
วันนี้ ZMITH จะพาไปเรียนรู้เกี่ยวกับศัพท์ภาษาอังกฤษสองคำที่แปลเป็นไทยแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องพอ ๆ กัน(ดังนั้นผมขอใช้ภาษาอังกฤษไปเลยละกัน😅) นั่นก็คือ Objectivity (วัตถุภาวะวิสัย) กับ Subjectivity (อัตตะวิสัย) และความเกี่ยวข้องกับการ “ชิม” และ “ประเมิน” กาแฟกันครับ
——————
What is Subjective & Objective
มันคืออะไร?
——————
จริง ๆ ทั้ง Objectivity และ Subjectivity เป็นมุมมองในการสังเกตุการณ์อะไรสักอย่างโดยผ่านตัวกลางคือมนุษย์นี่แหละ โดยที่… Objectivity หรือ วัตถุภาวะวิสัย เป็นการสังเกตุการณ์โดยที่เราไม่เอา “ความคิด” “ความรู้สึก” เข้าไปเกี่ยวข้อง เรียกว่ารับรู้ยังไง ก็ว่าไปตามนั้น
ยกตัวอย่างเช่นให้คน 5 คนชิมส้มตำจานนึง แล้วถามว่า ส้มตำจานนี้ มีความเปรี้ยวมั้ย? ทุกคนยกมือ… แม่ค้าใส่กุ้งแห้งรึเปล่า? ทุกคนก็ตอบเหมือนกัน… แบบนี้เราเรียกว่าเป็นข้อมูลแบบ Objective ได้ เพราะเปรี้ยว ไม่เปรี้ยว เจอกุ้งแห้งรึเปล่า เป็นข้อมูลที่มาจากการสัมผัสได้ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับว่าคิดว่ามีหรือไม่มี
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามไปเป็น ส้มตำจานนี้ เปรี้ยวเกินไปรึเปล่า? … อันนี้แหละ อาจจะมีเสียงแตก เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าเปรี้ยวเกินไป บางคนอาจจะบอกว่ากำลังดี แบบนี้เรียก Subjective เพราะข้อมูลตรงนี้ถูกปรุงแต่ง ตัดสินทางความคิดส่วนบุคคล
ถ้าชิมเล่น ๆ หรือต่างคนต่างกินมันก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่สำหรับกาแฟ การได้แชร์ประสบการณ์ระหว่างกันถือเป็นความสุนทรีย์อย่างนึง และเราจะดีใจมากที่มีคนชิมแล้วได้สัมผัสคล้าย ๆ เรา ไม่ว่ากลิ่นรสนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม (รู้สึกประมาณว่ามีพวก🤣)
สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ การเข้าใจว่ารสชาติกาแฟเป็นเรื่อง Subjective ทั้งหมด แตกต่างไปในแต่ละบุคคลก็ไม่แปลก… แต่… ในโลกเราก็มีกลุ่มคนที่ถูกฝึกมาเพื่อประเมินกลิ่นรสแบบ Objective ได้อยู่จริง ๆ
——————
Descriptive Analysis
การวิเคราะห์เชิงพรรณา
——————
จากตัวอย่างเมื่อกี้ เราจะเห็นแล้วว่า การจะได้คำตอบที่เป็น Subjective หรือ Objective นั้นส่วนสำคัญอยู่ที่คำถาม เพราะคำถามคือกุญแจที่จะเป็นตัวบอกว่าข้อมูลจากส่วนไหนของสมองจะถูกดึงออกมาใช้
แม้แต่กับคนที่ไม่ได้ถูกฝึกมา ถ้าเราตั้งคำถามถูก อย่างเช่นสัมผัสรสเปรี้ยวในกาแฟนี้ได้มั้ย ส่วนใหญ่ก็จะตอบได้แบบไม่ต้องคิด และค่อนข้างตรงกัน (ถ้ารสเปรี้ยวนั้นชัดพอ) แต่ถ้าเป็นคนที่ถูกฝึกมาจะตอบได้ว่า ความเปรี้ยวนั้นอยู่ที่ระดับไหน (1, 2, 3)
ในการฝึก Panelist หรือนักชิมมืออาชีพนั้น จะมีการ Calibrate กันอยู่เสมอ เพื่อที่จะปรับให้สามารถสื่อสารสิ่งที่สัมผัสได้ออกมาได้ตรงกัน โดยในโลกของกาแฟนั้นก็จะมีเซตกลิ่นสังเคราะห์ Le Nez du Cafe หรือ SCENTONE ที่เป็นตัว Calibrate ว่า กลิ่นแบบนี้เรียก Blueberry นะ แบบนี้เรียก Jasmine
ดังนั้น ไม่ว่าความทรงจำเดิมเกี่ยวกับกลิ่น Blueberry ของคน ๆ นั้นจะเป็นยังไง แต่สำหรับการประเมินกาแฟนั้นต้องมาเทียบเคียงกับกลิ่นที่ใช้ Calibrate เท่านั้น…
หรือกับรสชาติก็เช่นกัน ระดับความหวาน เปรี้ยว เค็ม ก็ต้องมาปรับจูนกันว่า แบบนี้เรียกเปรี้ยวระดับ 1 แบบนี้เรียกหวานระดับ 3 ไม่ว่าคุณจะชอบหวานถึงขนาดยกขวดไซรัปซดได้ก็ไม่เกี่ยวกัน
และถึงแม้ว่าจะผ่านการฝึกฝนมา ความทรงจำของมนุษย์ก็ไม่ได้ยั่งยืน และต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นคนที่ประเมินกาแฟเป็นอาชีพเช่น Q Grader หรือ COE Judge ถึงต้องผ่านการ Calibrate อยู่เนือง ๆ (Q Grader ทุก ๆ 3 ปี) เพื่อที่จะสามารถประเมินกาแฟได้แบบ Objective และแม่นยำ เพราะคะแนนของกาแฟนั้นสามารถชี้เป็นชี้ตายชีวิตของเกษตรกรได้เลย
แต่หลังจาก SCA ได้อัพเดท Patch เอ้ยย นิยามใหม่ของ Specialty Coffee ไปแล้ว แน่นอนว่าวิธีในการประเมินกาแฟก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เน้นการประเมินด้านกายภาพ และกลิ่นรสแบบ Objective เป็นหลัก SCA ก็มาคำนึงถึงคุณสมบัติที่เป็น Subjective ด้วย
——————
Affective Analysis
การวิเคราะห์เชิงอารมณ์
——————
Affection แปลตรง ๆ ก็คือ ความรัก ความชอบ… ซึ่ง 30 ปีที่ผ่านมา SCA รู้แล้วว่ากาแฟ Q Grader ไม่กี่คนให้คะแนนสูงลิ่ว แต่คนในตลาดไม่ได้เห็นดีเห็นงามตามนั้นด้วย สุดท้ายมันก็ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรทั้งกับผู้บริโภค และผู้ผลิต (พูดง่าย ๆ คือขายไม่ออกนั่นแหละ)
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศแถบ Mediteranean ที่ชื่นชอบกาแฟที่มีรส Phenolic ที่ตามมาตรฐานส่วนใหญ่แล้วถือว่าเป็น Defect… หรือกาแฟโปรเซสหมักถัง(Barrel Aged) ที่คนส่วนหนึ่งตีตราว่าเป็นกาแฟแต่งกลิ่น และจงเกลียดจงชัง ในอีกด้านนึงก็มีคนชื่นชอบในกลิ่นรสที่แปลกใหม่ จนถึงขนาดได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO*
*Rum Barrel Fermentation Process by Colombia San Jose
ซึ่ง SCA เองก็นำเอาการวิเคราะห์เชิงอารมณ์ที่เป็น Subjective เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินกาแฟ Specialty ด้วย พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนชอบ แล้วซื้อ ก็ต้องถือว่ามันมีความพิเศษของมันอยู่
——————
Conclusion
สรุป
——————
สำหรับคนที่อยู่ฟาก “คนทำ” กาแฟแล้ว การฝึก Sensory Skill เพื่อที่จะประเมินกาแฟแบบ Objective ให้ได้นั้นแทบจะเป็นกระดูกสันหลังของวิชาชีพกาแฟเลยก็ว่าได้ครับ ถ้ามีโอกาส… ต่อให้ไม่มี ก็ควรจะหาโอกาสฝึกฝนครับ เพราะอย่างน้อยเราก็จะมีหลักการในการประเมินกาแฟที่ตัวเองทำได้อย่างตรงไปตรงมา สื่อสารกับคู่ค้า และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในฝั่ง “คนทำกาแฟ” หรือเป็นมืออาชีพนั้นไม่มีความจำเป็นเลย เพราะนอกจากต้องผ่านการฝึกฝน และ Calibrate ประสาทสัมผัส และการสื่อสารอย่างหนักหน่วงแล้ว มันก็อาจจะไม่ได้ทำให้เราชิมกาแฟได้อร่อยขึ้นเลยครับ 😂 (บางทีอาจจะกลายเป็นไปไล่จับผิดกาแฟ กลายเป็นชิมกาแฟไม่มีความสุขไปซะอีก)
การชิมกาแฟแบบที่ชอบ และการเข้าใจว่า Subjectivity (อัตตะวิสัย) คืออะไรจะทำให้เราดื่มกาแฟได้อย่างมีความสุขมากขึ้น เพราะเข้าใจว่าการรับกลิ่นรส ความทรงจำ และความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แตกต่าง… แต่ไม่ขัดแย้ง ☺️
ทุกวันนี้เส้นแบ่งของฟาก “คนทำ” และ “คนดื่ม” มันเบาบางไปเรื่อย ๆ หลายคนแม้ไม่ได้เป็นมืออาชีพแต่อาจมีประสบการณ์กาแฟมายาวนาน และผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจังมากก็ได้ และแน่นอนว่ามืออาชีพด้วยกันเองก็ยังไปนั่งทานกาแฟร้านอื่นอยู่บ่อย ๆ 😂 ดังนั้น… เหล่า Craftsman แห่งโลกกาแฟทั้งหลายขออย่าได้หยุดการพัฒนาทักษะ เพราะไม่ว่าใครจะมานั่งอยู่หน้าบาร์หน้าที่ของเราคือสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับคน ๆ นั้น
เพราะ “ประสบการณ์คืองานคราฟท์”

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ Website: https://www.zmith.co/knowledge
ศึกษาเพิ่มเติม
Coffee Sensory and Cupping Handbook - SCA -

นานๆจะได้ออกไปสัมผัสร้านการคุณภาพ เครื่องสกัดระดับเทพสักทีลาดพร้าว วังหิน ตรงข้าม พลาซ่าลากูน🚗มีลานจอดรถด้านหลังร้าน
06/02/2022

นานๆจะได้ออกไปสัมผัสร้านการคุณภาพ เครื่องสกัดระดับเทพสักที
ลาดพร้าว วังหิน ตรงข้าม พลาซ่าลากูน
🚗มีลานจอดรถด้านหลังร้าน

24/10/2021

แอดมินมี flair58 v.2 มาแบ่งให้สายกาแฟ ของพร้อมส่งวันที่ 28 ต.ค. 64
V.2 ต่างจาก V.1 อย่างไร
1.basket เป็นแบบ slow flow คือิขนาด 18g.เท่าเดิม แต่ปรับเรื่องอัตราการไหลของร้ำให้ช้าลง 10-15%
2.pre-heat ร้อนเร็วขึ้น
3.มีแผ่นกระจายน้ำ มาให้ใน set ไม่ต้องซื้อเพิ่ม
4.ซิลิโคยางกันน้ำล้น

ราคา 18,900 บาท ตามราคาที่ J coffee กำหนดใน lot ถัดไป
*เงื่อนไข การซื้อ ต้องบริจาคเงินทำบุญ วัดพระบาทน้ำพุ 1,000 บาท พร้อมแนบสลิป

Scb 5792337307 บัญชีกองทุนอาทร

Kasuya 4:6 สำหรับวิธีนี่แอดคิดว่าใช้ได้ไปตลอดกาลนะ ไม่ว่ากาแฟจะมาแบบไหน
07/10/2021

Kasuya 4:6 สำหรับวิธีนี่แอดคิดว่าใช้ได้ไปตลอดกาลนะ ไม่ว่ากาแฟจะมาแบบไหน

Turn captions on and off [=] or [cc]If you want to change the subtitle color, please see below.https://support.google.com/youtube/answer/100078?co=GENIE.Plat...

05/10/2021
กินกาแฟให้สนุกนะ
15/09/2021

กินกาแฟให้สนุกนะ

บางคนบอกว่า Taste Note🎶 ก็เหมือนผี รู้ว่ามี แต่มองไม่เห็น 👻 หลายคนเลยเริ่มตั้งคำถามว่า ทำยังไงถึงจะมองเห็นผี เอ้ย… จับเทสโน้ตได้เก่ง ๆ บ้าง
คนที่ตามอ่านบทความของ ZMITH อยู่น่าจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าเวลาเราชิมกาแฟ หรืออาหารอื่น ๆ เราไม่ได้ใช้แค่ลิ้นในการรับรส และจมูกในการรับกลิ่น แล้วจบ… เพราะ “การรับรู้” ของมนุษย์ เกิดขึ้นที่สมอง ที่ซึ่งสัญญาณจากสัมผัสต่าง ๆ ทั้ง กลิ่น รส สัมผัส ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ความคิด และแม้แต่อารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น ๆ จะหลั่งไหลไป และถูกประมวลผลพร้อม ๆ กัน
การที่เราจะใช้ “สัมผัส” ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีนั้น เป็น “ทักษะ” ที่ต้อง “ฝึกฝน” ถึงจะเก่ง เหมือนกับทักษะอื่น ๆ เช่น ทักษะทางกีฬา หรือการทำงาน ดังนั้นพอเรามาเริ่มจริงจังกับเรื่องกลิ่นรส เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างบุคคลของทักษะการสัมผัสรับรู้ (Sensory Skill) ได้บ่อยขึ้น (เช่นการที่เราจับโน้ตอะไรไม่ได้เลย แต่บางคนชิมกาแฟตัวเดียวกันแต่บรรยายโน้ตได้ร้อยแปด😅)
“ทักษะ” นั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝน และเป็นหนทางการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่บางทีการรู้ “เทคนิค” ก็สามารถช่วยให้เราทำอะไร ๆ ได้ดีขึ้นแบบทันทีได้เลย และวันนี้ ZMITH จะมานำเสนอเทคนิคในการชิมกาแฟของ Freda Yuan (แชมป์ 3 สมัย UK Cup Tasting Championship)
Freda Yuan ผู้เขียนหนังสือ Sip ‘n’ Slurp เป็นนักชิมกาแฟมืออาชีพ ซึ่งเส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพ แต่เธอก็ต้องทรมานกับโรคซึมเศร้า และ Bulimia (โรคเกี่ยวกับการกินชนิดหนึ่ง) ซึ่งสิ่งนึงที่ช่วยให้เธอผ่านวิกฤติในชีวิตมาได้ก็คือ “การฝึกสติ (mindfulness)” และมันทำให้เธอรู้ว่า การชิมกาแฟสามารถทำควบคู่ไปกับการฝึกสติได้ และยังสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้กลิ่นรสได้ด้วย
——————
Be Present & Empty 🔅
——————
Freda ได้แชร์เทคนิคสำหรับเพิ่ม “Sensory Awareness(การรับรู้ทางประสาทสัมผัส)” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ผสานเอาทักษะทางกาแฟ เข้ากับทักษะที่ได้จากการฝึกสติแบบพุทธ​ คือ “การมีสติอยู่กับปัจจุบัน(Present) และว่าง (Empty) จากความคิดปรุงแต่ง”
เป็นการโน้มจิตให้เหมือนกับน้ำนิ่งที่ใสสะอาด ฝุ่นตะกอนต่าง ๆ ตกไปอยู่ที่ก้นบ่อ เมื่อมีหมึกหยดลงมาเพียงเล็กน้อยก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน (เทคนิคที่เป็นที่นิยมคือการมีสติอยู่กับลมหายใจ)
ซึ่งกลับกันกับธรรมชาติของจิตที่มักจะเต็มไปด้วยความคิด ข้อมูลและสัมผัสต่าง ๆ เหมือนกับน้ำที่ถูกกวนให้ขุ่นอยู่ตลอดเวลา ต่อให้มีหินตกลงมาทั้งก้อน ก็ยากที่จะเห็นได้… (และส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันขุ่นอยู่ เหมือนกับปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำขุ่น)
การชิมกาแฟก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โน้ตกาแฟที่จับได้ยาก ก็คล้ายกับน้ำหมึกหยดเล็ก ๆ ถ้าจิตใจไม่นิ่งพอ เราก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในน้ำได้ หรือถ้าจิตใจวุ่นวายมากพอ ต่อให้โน้ตชัดขนาดไหนก็อาจจะสัมผัสได้ยาก ฉันใด… ฉันนั้น… (สาธุ🙏🏼)
เทคนิคที่ Freda แชร์เอาไว้นั้นมีด้วยกันอยู่ 4 เทคนิค

🔅1️⃣🔅
Remove preconception & bias
กำจัดอคติ และการตั้งธงไว้ก่อน
————————————
หลายคนที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟ Specialty อาจจะเคยโดนบาริสตาถามว่า “ได้(โน้ต)อะไรบ้าง” แล้วก็อึ้งกิมกี่ บอกไม่ถูก บางคนอาจเป็นเพราะจับโน้ตไม่ได้จริง ๆ แต่สำหรับหลาย ๆ คนอาจจะเป็นเพราะไม่มั่นใจ และกลัวที่จะ “ตอบผิด” (คือ ถึงไม่ได้อยู่ในห้องสอบ แต่ก็ไม่อยากผิดง่ะ😣)
ถ้าใครเคยเข้า Class Sensory สิ่งนึงที่ผู้สอนมักจะบอกก็คือ การชิมกาแฟ “ไม่มีผิด ไม่มีถูก” เพราะแต่ละคนมีร่างกาย ประสบการณ์ และความทรงจำที่แตกต่างกัน กลิ่นรสนึง อาจจะทำให้คนคนนึงนึกถึง แอปเปิ้ล ในขณะที่อีกคนนึกถึงผลไม้อย่างอื่นก็ได้… ไม่มีใครผิด
ซึ่งความแตกต่างพวกนี้เป็นเรื่องปกติมาก ๆ แม้แต่กับคนที่เป็นมืออาชีพเอง นี่เป็นเหตุผลว่า เวลานักชิมจะมาทำงานร่วมกัน จะต้องมีการมาปรับจูนความเข้าใจให้ตรงกันก่อน (Calibration)
การกำจัดอคติ ความเชื่อ และธงต่าง ๆ เช่น “เราเพิ่งมาเริ่มดื่มกาแฟ ไม่น่าจะได้โน้ตอะไรหรอก” ที่อยู่ในใจออกไป เป็นการเตรียมจิตใจให้พร้อม เคลียร์หัวให้ว่าง สำหรับการรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

🔅2️⃣🔅
Be present and mindful
มีสติ อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า
————————————
เมื่อเคลียร์หัวให้ว่างก่อนการชิมแล้ว ขณะชิม เราคิดอะไร? ถ้ากำลังคิดถึงเรื่องที่ทะเลาะกับเพื่อนเมื่อวาน หรือพะวงว่าแฟนจะเจอเงินที่ซ่อนไว้มั้ย ก็คงยากที่จะชิมกาแฟให้ได้เรื่อง เพราะสมองน่าจะไม่เหลือที่ว่างสำหรับการ Process กลิ่นรสแล้ว 😂 เทคนิคที่สองของ Freda คือ “อยู่กับปัจจุบัน”
เป็นธรรมดาที่เราจะ “หลง” ไปในความคิด และไม่อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า ซึ่งมีอยู่หลายวิธีที่จะช่วยให้เรา “ดึงสติ” กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ และหนึ่งในเครื่องมือที่ง่ายที่สุดคือ “การหายใจเข้าลึก ๆ และหายใจออกยาว ๆ” พาสติกลับมาอยู่กับประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ถ้ามันหลุดไปอีก ก็พากลับมาใหม่อีก) ซึ่งจะทำให้เรารับรู้กลิ่นรส และประสบการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (รวมถึงทำให้จำได้แม่นขึ้นด้วย)
เทคนิคนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ประสาทสัมผัสเราทำงานดีขึ้น และรับรู้กลิ่นรสกาแฟได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มสุนทรียในการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วยเช่น การฟังเพลง พูดคุยกับเพื่อน ทานอาหาร ใช้เวลากับครอบครัว ฯลฯ…

🔅3️⃣🔅
Slow down
ช้าก่อนอานนท์
————————————
การ Slow down ไม่ได้หมายความว่าให้เคลื่อนไหวแบบ Slow Motion แต่หมายถึงการมีสติ และใส่ใจในแต่ละขั้นตอน เช่น การ “ดื่มกาแฟ” โดยทั่วไปอาจจะหมายถึงแค่การยกแก้วขึ้นจ่อปาก ดื่มกาแฟ แล้วกลืน… ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรเลย ปกติซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าอยากจะ “รับรู้” กลิ่นรสให้ดีขึ้นกว่าเดิมแนะนำว่า ให้แยกย่อยขั้นตอนลงไปอีก
ดมกลิ่น ก่อนที่จะดื่ม เพราะกลิ่น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะเอาเข้าปากได้เยอะมาก ๆ และโดยกลไกธรรมชาติ กลิ่นนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่บอกว่า เราควรจะเอาสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เข้าปากไปจริง ๆ รึเปล่า
หลังจากกาแฟเข้าปากแล้ว ให้สังเกตความรู้สึกในปาก น้ำหนัก และความรู้สึกของของเหลวบนลิ้น มันเบา หรือหนัก หนา หรือบาง
ขณะกลืนรู้สึกยังไง ลื่นคอ หรือฝืดเฝื่อน หลังจากกลืนไปแล้ว ยังมีอะไรเหลืออยู่
Freda บอกว่า เธอใช้เทคนิคนี้ในการฝึก Sensory เวลากิน/ดื่ม อาหารทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะกับกาแฟเท่านั้น เพราะการค่อย ๆ สัมผัสประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสอย่างมีสติทุกขั้นตอน จะทำให้สมองสร้างความทรงจำด้านกลิ่นรสเพิ่มขึ้นได้มาก ซึ่งจะทำให้ Sensory Skill โดยรวมดีขึ้น

🔅4️⃣🔅
Understanding sensorial language and context
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาเฉพาะทาง และบริบทที่ใช้ในการสื่อสาร
————————————
ประสบการณ์ด้านกลิ่นรส เป็นเรื่องส่วนตัวก็จริง แต่เมื่อต้องสื่อสารสิ่งที่สัมผัสได้ออกไป เมื่อนั้นศัพท์ต่าง ๆ จะจำเป็นขึ้นมาทันที การสื่อสารกับคนอื่น ๆ เช่นในห้องเรียน หรือ Calibration Session การ Cupping รวมกันเป็นกลุ่ม การสื่อสารด้วยภาษา และบริบทที่เข้าใจตรงกันจะทำให้สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกันได้สะดวกขึ้นมาก
การสามารถสื่อสาร และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ระหว่างบุคคลนั้นช่วยให้การพัฒนาทักษะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะกับคนที่ตั้งใจจะทำอาชีพด้านกาแฟ เพราะการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในสายงานนั้นเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย
กาแฟแบบ Slow Bar นั้นเป็นที่นิยมในหมู่คนที่ต้องการใช้ชีวิตให้ช้าลง(Slow Life)อยู่แล้ว แต่จะดีแค่ไหนถ้าประสบการณ์ Slow Life นั้นมันพาเราไปสัมผัสกับความรู้สึกที่มากกว่าแค่ความชิล การมีสติ ตั้งใจ และใส่ใจในทุกขั้นตอน โดยไม่เครียดจนเกินไป เป็นวิธีการที่จะพาเราเข้าสู่สภาวะ Flow ที่สามารถนำเราไปถึงสิ่งที่ A. Maslow เรียกว่า Peak Experience ซึ่งเป็นอยู่บนยอดสุดของพิรามิด🔺Hierarchy of Need ได้เลย
บางทีความสุขอาจจะไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แค่เราต้องเปิดใจ♥️ และรับรู้มัน…
เพราะประสบการณ์คืองานคราฟท์ ☺️
อ่าน Content อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ “สารบัญเพจ📖”
https://www.facebook.com/295169658094679/posts/776970859914554/

Infused coffee มีจริงไหม
07/09/2021

Infused coffee มีจริงไหม

Cafec แต่ละตัวต่างกันยังไง เลือกใช้เอาส่วนแอดมินเลือก abaca แล้วปรับเบอร์บดเป็นหลักให้ได้การสกัดตามหลัก sca
06/09/2021

Cafec แต่ละตัวต่างกันยังไง เลือกใช้เอา
ส่วนแอดมินเลือก abaca แล้วปรับเบอร์บดเป็นหลักให้ได้การสกัดตามหลัก sca

ความรู้ความเข้าใจ
03/09/2021

ความรู้ความเข้าใจ

ที่อยู่

Poppular Road
Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66814511451

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ C'Brew Coffeeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง C'Brew Coffee:

แชร์

ประเภท