23/01/2026
สงครามโลกครั้งที่ 3 (WW-3 Scenario)
เมื่อโลกเข้าสู่ระยะ “interregnum” คือช่วงวาระที่ระบบระเบียบโลกเดิมกำลังอ่อนแอ
--------------------------------
Stimson Center วิเคราะห์ว่าหลังยุคที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำระบบโลกแบบ liberal rules-based order (กติการะหว่างประเทศ) องค์กรระหว่างประเทศเช่น UN, WTO, IMF เริ่ม “ติดขัด” และระบบเก่าไม่สามารถจัดการความขัดแย้งใหญ่ ๆ ได้ดีเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
ความอ่อนแอของระบบระเบียบโลก(เดิม)นี้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดและการเผชิญหน้าทางทหารหลายฝ่ายมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถึงระดับ “สงครามโลก” ในทันที
-------------------------
การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือสหรัฐฯ กับรัสเซีย ก็ดี ต่างพัฒนาการมาอยู่ในระดับที่อาจสร้างวิกฤติใหญ่ได้ โดยเฉพาะในบริบทที่ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือฝ่ายละมากๆ แต่ในเมื่อการปะทะกันจะกลายเป็นสงครามโลกแบบทันทีนั้น การก่อสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบเป็นเรื่องที่ “มีต้นทุนสูงสุด” ดังนั้นแต่ละฝ่ายจึงประคองความขัดแย้งไว้อย่างระมัดระวังต่อความเสี่ยงนี้
------------------------------
คู่พิพาทเจ้าหลักๆ ในตอนนี้ เช่น
1. India-Pakistan Crisis
ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานในปี 2025 ซึ่งเป็นการปะทะรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีระหว่างสองรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ มีแนวโน้มความเสี่ยงว่า
• ความเกรงกลัวถึงการใช้กำลังทหารกันโดยตรงจะสูงขึ้น
• สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของ “ความแน่นอน ที่ไม่แน่นอน” stability–instability paradox — ความมีอาวุธนิวเคลียร์อาจช่วยยับยั้งสงครามโลกโดยรวม แต่ไม่สามารถยับยั้งความขัดแย้งระดับภูมิภาคและการปะทะท้องถิ่นได้เสมอ
2. ไต้หวัน-จีน
ต้นตอของความขัดแย้ง (Historical Roots)
🇨🇳 จีนมองว่า
• ไต้หวันคือ ส่วนหนึ่งของจีน (One China Principle)
• เป็น “มณฑลที่ยังไม่กลับคืนสู่มาตุภูมิ”
• การรวมชาติเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์และความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
🇹🇼 ไต้หวันมองว่า
• ไต้หวันปกครองตนเองจริง มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949
• มีรัฐบาล ประชาธิปไตย กองทัพ และเศรษฐกิจของตนเอง
• คนไต้หวันจำนวนมากมองตนเองเป็น “ไต้หวัน” มากกว่า “จีน”
จุดปะทะหลักจึงไม่ใช่แค่ดินแดน แต่คือ ความหมายของอธิปไตยและอัตลักษณ์ชาติ
สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ (Grey Zone)
• ไต้หวัน ไม่ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ
• ประเทศส่วนใหญ่ (รวมถึงไทย) ยอมรับหลัก One China
• แต่ในทางปฏิบัติ ไต้หวันดำรงอยู่เหมือนรัฐอิสระเต็มรูปแบบ
นี่ทำให้ไต้หวันอยู่ในสภาวะที่นักวิชาการเรียกว่า “de facto state, de jure ambiguous” คือ “เป็นรัฐจริงในทางปฏิบัติ แต่สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศยังคลุมเครือ”
--------------------------
มิติทางทหาร: จุดร้อนของโลก
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด
• จีนเพิ่มการซ้อมรบใกล้ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง
• เครื่องบินรบจีนเข้าพื้นที่ ADIZ ของไต้หวันบ่อยขึ้น
• จีนพัฒนาศักยภาพ anti-access/area denial (A2/AD) เพื่อตีกันสหรัฐฯ
ไต้หวันรับมืออย่างไร
• พัฒนายุทธศาสตร์ “Porcupine Strategy”
• เน้นอาวุธราคาถูก แต่ทำให้การบุกมีต้นทุนสูง
• ฝึกกำลังสำรองและการป้องกันพลเรือนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่า จีน “ยังไม่พร้อม” สำหรับการบุกเต็มรูปแบบ เพราะต้นทุนทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารสูงมาก
-------------------------
บทบาทของสหรัฐฯ: ตัวแปรชี้เป็นชี้ตาย
สหรัฐฯ ใช้นโยบายที่เรียกว่า
Strategic Ambiguity
• ไม่รับรองไต้หวันเป็นรัฐ
• แต่ขายอาวุธและสนับสนุนการป้องกันตนเอง
• ไม่บอกชัดว่าจะเข้ารบหรือไม่ หากจีนบุก
เป้าหมายคือ
• ป้องกันจีนไม่ให้บุก
• ป้องกันไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช
ซึ่งความกำกวมนี้ช่วย “คุมเกม” แต่ก็เสี่ยงต่อการคำนวณผิดพลาด
โอกาสเกิดสงคราม: ประเมินแบบตรงไปตรงมา
ปัจจัยที่ “ลด” โอกาสสงคราม
• ต้นทุนเศรษฐกิจมหาศาล
• ความเสี่ยงต่อการปะทะกับสหรัฐฯ
• ความไม่แน่นอนของชัยชนะทางทหาร
ปัจจัยที่ “เพิ่ม” ความเสี่ยง
• ความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุทางทหาร
• การเมืองภายในจีนหรือไต้หวันที่แข็งกร้าวขึ้น
• การเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ แบบฉับพลัน
------------------------
ข้อสรุปของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ คือ ความเสี่ยงมีจริง แต่ ยังไม่ใช่ “การหลีกเลี่ยงไม่ได้” ดังนั้น
• ความขัดแย้งจีน–ไต้หวันคือ จุดตัดของอธิปไตย อัตลักษณ์ มหาอำนาจ และเทคโนโลยี
• จีนต้องการรวมชาติ แต่ยังหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ
• ไต้หวันพึ่งพาการยับยั้ง (deterrence) มากกว่าการยั่วยุ
• สหรัฐฯ คือผู้คุมสมดุล แต่ก็เป็นแหล่งความไม่แน่นอน
----------------------
กล่าวโดยที่สุดแล้ว
ภาพรวมของโลกโดยสรุปคือ มีระดับความเสี่ยงสะสมขึ้นหลายด้าน แม้ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะเกิด WW-3 ขึ้นแน่นอน แต่ได้ภาพสรุปว่า ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงนานานั้นตกอยู่ใน “ระดับค่อนข้างสูง” อาทิ
1. ระบบระเบียบโลกแบบเก่าขาดความเข้มแข็ง และมีอำนาจรัฐหลายฝ่ายแย่งชิงอิทธิพลกันหนักยิ่งขึ้น
2. การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังมีอยู่จริงและแจ้งชัดมากขึ้น อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่คาดคิด
3. ความขัดแย้งภูมิภาค เช่น อินเดีย-ปากีสถาน หรือสถานการณ์ในยุโรปตะวันออก มีโอกาสลามเป็นการปะทะใหญ่ขึ้น
4. ความล้มเหลวในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์อาจเพิ่มความไม่แน่นอนในช่วงวิกฤติ
----------------------
ภาพรวม: ทรัมป์ถอนตัวจาก 66 องค์การระหว่างประเทศ
เมื่อ 7 มกราคม 2026 ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี (executive order) ให้สหรัฐฯ ถอนตัวและยุติการมีส่วนร่วมจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้ง:
• 31 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ องค์การสหประชาชาติ (UN)
• 35 องค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ
• ทั้งที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ, สิทธิมนุษยชน, เศรษฐกิจ, ความร่วมมือทางเทคนิค ฯลฯ
ทรัมป์อ้างว่าการถอนตัวทำเพื่อประโยชน์ของ สหรัฐฯ และเพื่อลดการสนับสนุนองค์กรที่ “ขัดกับผลประโยชน์ชาติ” และ “คุกคามเอกราชอเมริกัน”
ปัจจัยลดโอกาสเกิดสงครามโลก
1. การมีอาวุธนิวเคลียร์เองทำให้ฝ่ายใหญ่ ๆ ระมัดระวังการปะทะกันโดยตรง เพราะความสูญเสียและต้นทุนมหาศาลของสงครามนิวเคลียร์ยังสูงมาก
2. การเล็งหาทางแก้ปัญหาในระดับทูตและภูมิภาค (เช่น ความพยายามลดความตึงเครียดในไต้หวัน) ชี้ว่ามีตัวเร่งยับยั้งความขัดแย้งระดับโลก
ทั้งนี้ แรงผลักดันทางภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่างที่ทำให้ความเสี่ยงของความขัดแย้งใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ และถ้าปัจจัยเหล่านี้ทับซ้อนกันมากเข้า ก็อาจ ยกระดับเป็นความขัดแย้งระดับโลก ได้ต่อไป “ในระยะยาว” หรือจนกระทั่ง “ในเร็ววัน”
----------------------
ยักษ์ใหญ่ ต่างระแวงกันและกันมากขึ้น และชัดขึ้น
ประเทศอย่าง จีนและรัสเซียแสวงหาอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย — ไม่เพียงแค่คงสถานะเดิมเท่านั้น
• ความพยายามของจีนในการควบคุมไต้หวันและของรัสเซียในยูเครนแสดงให้เห็น แนวคิดของผู้นำที่ต้องการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าการคงที่ทางอาณาเขตแบบเดิม
• หากประเทศเหล่านี้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เช่น การยึดไต้หวันหรือการคงกำลังในยุโรปตะวันออก ผลจะไม่หยุดอยู่ที่ภูมิภาค แต่อาจ เปลี่ยนสมดุลอำนาจโลกและสร้างวิกฤติอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่า ตามมา
ความเสี่ยงนี้ จะเปลี่ยนจากความขัดแย้ง “ระดับภูมิภาค” เป็นความขัดแย้ง “ระหว่างมหาอำนาจ” ซึ่งมีศักยภาพมากขึ้นว่าจะนำไปสู่การปะทะใหญ่ในอนาคต
• หากสหรัฐฯ “ถอนตัว” หรือถอยจากบทบาทการเป็นผู้นำโลกอย่างแข็งขัน ผลลัพธ์อาจเป็นการเกิด ระบบโลกที่แบ่งเป็นหลายขั้ว (multipolar system)
• ในกรณีนี้ ขั้วอำนาจหลายขั้วแข่งขันกันอย่างเข้มข้น และ กฎระเบียบระหว่างประเทศอ่อนแอลง ซึ่งเพิ่มโอกาสความขัดแย้งให้ขยายใหญ่ขึ้นไปอีกในเร็ววัน
การประกาศถอนตัวออกจากองค์กรร่วมระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา (โดยทรัมป์) เป็นข้อสังเกตที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีแรงบีบคั้นจากปัจจัยภายในประเทศ (เศรษฐกิจปากท้องประชาชน-ที่ทั้งอ่อนไหวต่อการบริหารจัดการภายใน และบีบให้สหรัฐฯ ต้องออกล่าทรัพยากรจากภายนอกมากขึ้น) แรงบีบจากเศรษฐกิจภายนอก (การเสียดุลการค้า ค่าเงินดอลลาร์ตก การเป็นหนี้นานาประเทศรวมกันจำนวนมากเกินความสามารถที่จะชำระไหว) รวมถึงความเพลี่ยงพล้ำทางพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ต่อมหาอำนาจอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
----------------------------
ผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ
ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ
• การถอนสหรัฐออกจาก UN Framework Convention on Climate Change และหน่วยงานวิชาการอย่าง IPCC ทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนยากขึ้น เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอาจล่าช้าหรืออ่อนแรงลง
สาธารณสุขระหว่างประเทศสะเทือน
• สหรัฐฯ ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจาก World Health Organization (WHO) เป็นผลให้การร่วมมือด้านการเฝ้าระวังโรค การแบ่งปันข้อมูลวัคซีน และมาตรการเตรียมรับภัยพิบัติด้านสุขภาพทั่วโลกอาจตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อ WHO ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรจากสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน
บทบาทของสหรัฐฯ ใน UN และอื่น ๆ ลดลง
• การถอนตัวจากหน่วยงานอย่าง UN Women, UN Population Fund หรือ Peacebuilding Commission ทำให้สหรัฐฯ เสียบทบาทในการกำหนดแนวทางด้านสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และการสร้างสันติภาพ — ทำให้เสียงของสหรัฐฯ ในระเบียบโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลทางนโยบายของฝ่ายทรัมป์
---------------------------
แนวคิด “America First”
• รัฐบาลทรัมป์มองว่าบางองค์กรระหว่างประเทศส่งเสริม กฎระเบียบ กติกา หรือแนวคิดที่ขัดกับนโยบายของสหรัฐฯ เช่น ข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศหรือมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน
• จึงเรียกองค์กรเหล่านี้ว่าเป็น “globalist” หรือระบบระหว่างประเทศที่ทำให้สหรัฐฯสูญเสียเอกราชและจัดลำดับความสำคัญผิดของทรัพยากร
การลดภาระการเงิน
• ทรัมป์ต้องการหยุดการใช้เงินภาษีสหรัฐฯ ไปสนับสนุนองค์กรที่ “ไม่มีประสิทธิภาพ” โดยระบุว่าการถอนตัวจะช่วยประหยัดงบประมาณ
------------------------------
ผลกระทบเชิงกลยุทธ์และความมั่นคง
อิทธิพลของคู่แข่งระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
เมื่อสหรัฐฯ ลดบทบาทในระบบพหุภาคี (Multi-lateral Cooperation) อำนาจของประเทศอื่น—เช่น จีน หรือรัสเซีย—มีโอกาสขยายบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ และกำหนดกติกาใหม่ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น
-----------------------------------
ระบบพหุภาคีอ่อนแอและฟางเส้นสุดท้ายของระเบียบโลก
องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” สำหรับแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมาตรฐานแรงงาน การถอนตัวอาจทำให้ระบบเหล่านี้ยิ่งอ่อนแอลง — ส่งผลให้การแก้ปัญหาระดับโลกต้องพึ่งพาการเจรจาแบบสองฝ่าย ซึ่งอ่อนประสิทธิภาพกว่า
--------------------------------
ผลกระทบในภาพรวมนี้ บั่นทอนทั้งความช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน ความสมานฉันท์ของประชาคมโลก และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมโลก อันจะเป็นตัวเร่งให้ไม่มีใครสนใจปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกลายเป็น ‘การแก่งแย่งกันใช้ทรัพยากรโดยไร้กติกากลางร่วมกัน’ ‘ความร่อยหรอ-เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว’ ‘ความกันดาร’ ‘ความขาดแคลน’ และส่งผลสุดท้ายคือ “ยุคข้าวยากหมากแพง” ไปจนถึง การทะเลาะแย่งชิงจนเกิดแดนมิคสัญญี
------------------------------
สองฉากทัศน์ที่สำนักใหญ่วิเคราะห์ไว้:
1. ฉากทัศน์แรก “โลกแบบ Yalta 2.0”: โลกแบ่งอาณาเขตอิทธิพลของมหาอำนาจคล้ายยุคสงครามเย็น
2. ฉากทัศน์ที่สอง“โลกแบบไร้สหรัฐฯ” ซึ่งประชาคมโลกจะมีความร่วมมือระหว่างมหาอำนาจอื่น (เช่น EU-จีน) มากขึ้น แต่ ความตึงเครียดยังคงมีอยู่ในภูมิภาคสำคัญ เช่น ไต้หวัน และทะเลจีนใต้
ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของระบบโลกแบบหลายขั้วนั้น อาจมีความเสี่ยงในแง่เพิ่มโอกาสเกิดการเข้าใจผิด ความผิดพลาด และปฏิกิริยาทางทหารที่อาจลุกลามใหญ่ขึ้นได้แม้เพียงมีต้นสายปลายเหตุแบบ “ฟางเส้นเดียว”
-----------------------------------
ปัจจัยที่ทวีความเสี่ยงให้ถึงระดับสงครามโลก
มีหลายปัจจัยที่ชี้หรือ สามารถผลักดันความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น ถ้าจัดการไม่ดี:
🔹การเข้าใจผิดหรือคำนวณผิดพลาดทางทหาร
• สถานการณ์เช่นการปิดล้อมหรือล้อมเมืองใหญ่ (เช่น ไต้หวัน-จีน เตหะราน-อิหร่าน การากัส-เวเนซุเอลา กรีนแลนด์-เดนมาร์ก ฯลฯ) สามารถบิดเบือนการตัดสินใจและทำให้ฝ่ายต่าง ๆ มองว่าจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยกำลังทหารเพื่อไม่ให้เสียหน้า
🔹การแข่งขันเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ
• การแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการพึ่งพากันเองทางเศรษฐกิจอาจสร้างแรงกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ใช้นโยบายที่เพิ่มความเสี่ยงและกระตุ้นความตึงเครียด
🔹การสลายบทบาทของกฎระเบียบระหว่างประเทศ
• หากองค์กรระหว่างประเทศอ่อนแอลงหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือของมหาอำนาจต่าง ๆ มากขึ้น ระบบกฎเกณฑ์ที่เคยช่วยควบคุมความขัดแย้งก็จะอ่อนแอลงด้วย
------------------
ปัจจัง ตังเมโห
January 23, 2026
Send a message to learn more