Maximum Life Maximum Life's official page สุขภาพดีด้วยโปรไบโอติกส์

21/03/2016

ดูแล "ลำไส้" อย่างไรไม่ให้เป็นโรคร้าย ?
ครั้งก่อนเราได้พูดถึงความสำคัญของระบบย่อยอาหารกันไปแล้วนะคะ ว่ามันมีความมหัศจรรย์ สามารถเปลี่ยนอาหารต่างๆให้เป็นพลังงานที่จำเป็นสำหรับร่างกายของเราได้
อวัยวะหลักๆที่ร่างกายใช้ย่อยอาหารเริ่มตั้งแต่ ปาก(โดยฟัน) สู่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ซึ่งเราใช้อวัยวะเหล่านี้ทุกวันและเป็นส่วนที่สัมผัสกับอาหารทุกชนิด ทุกหมู่ และแน่นอนมันย่อมเกิดสิ่งตกค้างอยู่ในกระบวนการต่างๆ
ทว่าโชคดีที่เราสามารถทำความสะอาดช่องปากด้วยการแปรงฟัน กระเพาะอาหารก็เป็นที่ที่มีกรดอย่างแรง ยากที่จะมีสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ แม้ว่าจะมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดสามารถทนกรดในกระเพาอาหารได้ก็ตาม แต่หากมันมีปริมาณที่เหมาะสมและถูกควบคุมไว้โดย “โปรไบโอติก”(จุลินทรีย์ชนิดดี) มันก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด
แต่อวัยวะที่ดูเหมือนว่าจะทำความสะอาดยากที่สุดก็เห็นจะเป็น “ลำไส้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ลำไส้เล็ก” ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร ที่ลำไส้เล็กนั้นจะเป็นที่ที่สารอาหารต่างๆถูกลำเลียงเข้าสู่ร่างกาย โดยในผนังของลำไส้เล็กนั้นจะมีขนเล็กๆลักษณะคล้ายปากแตรอยู่นับล้านๆเส้นเรียกว่า “Villi” (วิลไล)
ขนเล็กๆเหล่านี้นี่เองที่คอยทำหน้าที่เป็นตัวดูดซึมเอาสารอาหารให้แก้ร่างกาย แต่พอนานวันเข้าขนหรือท่อเล็กๆเหล่านี้ก็จะเกิดการสะสมของสิ่งที่เกิดจากอาหารเหล่านั้น ทั้งที่เป็นไขมันและสารอาหารอื่นๆก็ตาม เกิดเป็นคราบไคลสะสมอยู่ตามซอกของ Villi นั่นเอง เมื่อเกิดการสะสมของคราบเหล่านี้มากขึ้นๆ จึงเป็นเหตุให้ผนังลำไส้สกปรก ซึ่งผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากการที่ลำไส้ของเราสกปรกก็คือ อัตราการดูดซึมสารอาหารของร่างกายลดลง นั่นหมายถึงเราต้องรับประทานอาหารในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นหากเราต้องการได้รับสารอาหารเท่าเดิม ในขณะเดียวกันสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่ในลำไส้ ก็เป็นปัจจัยเชื้อเชิญให้เชื้อโรคเข้ามาอาศัยอยู่ หากพวกมันเข้ามาอาศัยอยู่เฉยๆก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกนะคะ หากแต่เชื้อโรคที่มาอาศัยอยู่นั้นมันสร้างผลเสียร้ายแรงต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่
1. เข้าไปรบกวนกระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารในร่างกายของเรา
2. เป็นที่ทราบกันดีว่าลำไส้นั้นเป็นบริเวณหลักที่ “โปรไบโอติก”หรือจุลินทรีย์ที่ดีชนิดต่างๆใช้เป็นที่แตกตัวและทำงาน เมื่อไรก็ตามที่ลำไส้เกิดความสกปรกนั่นหมายถึงบ้านของเค้าก็จะถูกทำลายไปด้วย ความสมดุลระหว่าง จุลชีพชนิดดีที่คอยควบคุมเชื้อโรคจึงสูญเสียไป ทำให้เชื้อโรคต่างๆสามารถก่อโรคได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
3. เมื่อสมดุลของลำไส้ถูกทำลาย ร่างกายก็จะเสียสมดุลไปด้วย ตั้งแต่ระบบการขับถ่าย ไปจนถึงภาวะทางสมองเลยทีเดียว เนื่องจากลำไส้นั้นเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อไปถึงสมองโดยตรง
4. ของเสียที่เกิดจากเชื้อโรคในลำไส้นั้นมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถกัดกร่อนให้ผนังลำไส้เป็นแผลได้อย่างง่ายได้ นานเข้าเกิดเป็นภาวะแผลเรื้อรังและลุกลาม และหากมีปัจจัยอื่น อย่าง “อนุมูลอิสระแท้จริง” เข้ามาเกี่ยวข้องจึงเป็นเหตุก่อให้เกิดโรค “มะเร็งลำไส้” ในที่สุด
ภาวะต่างๆที่ยกตัวอย่างมานั้น ขณะที่มันกำลังก่อตัวขึ้นเราแทบไม่สามารถรับรู้ได้เลย ก็ต่อเมื่อเกิดสภาวะของโรคขึ้นมาแล้ว เช่น ท้องอืดบ่อยๆ การย่อยและขับถ่ายเริ่มผิดปกติ ไปจนถึงอาการปวดท้องอย่างรุนแรงนั่นเอง และด้วยเหตุที่เรามักไม่รู้ตัวถึงการก่อโรคจึงเป็นเหตุให้พบว่าโรคร้ายแรงอย่าง “มะเร็งลำไส้” นั้นมีจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งชนิดนี้ในอันดับต้นๆ และการมองข้ามการทำให้ลำไส้สะอาดอยู่เสมอนั่นเองจึงเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาในที่สุด
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้อยู่เป็นประจำและในปริมาณที่มากพอ เพราะไฟเบอร์ ที่มีอยู่ในผักผลไม้นั้นจะเป็นตัวกวาดเอาสิ่งสกปรกต่างๆในลำไส้ออกไปด้วย และไฟเบอร์เหล่านี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นที่ให้โปรไบโอติกทำการฟักตัวและแตกตัว ช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ของเรานั่นเองค่ะ
กระนั้นก็ตามแม้เราจะรับประทานผักผลไม้อยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจากซอกหลืบของ Villi นั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก และยากที่ไฟเบอร์จากผักผลไม้จะเข้าไปทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพมากในการทำความสะอาดลำไส้ก็คือ กลุ่มจุลชีพ “โปรไบโอติก” ที่มีคุณสมบัติเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มจุลชีพที่ถูกฝึกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และมีการเสริมประสิทธิภาพด้วยการติดเครื่องมือทำความสะอาดที่จำเป็นให้กับเหล่าหน่วยนักทำความสะอาดตัวจิ๋วเหล่านี้ ทำให้เค้าสามารถเข้าไปทำความสะอาดได้ไม่ว่าจะเป็นซอกหลืบที่เล็กขนาดไหนก็ตาม รวมไปถึงการกำจัดเชื้อโรคต่างๆที่อาศัยอยู่ตามคราบสกปรกเหล่านั้นให้มีอยู่ในปริมาณที่ควบคุมได้ นอกจากนี้กลุ่ม โปรไบโอติก ดังกล่าวยังสามารถเดินทางไปยังทำความสะอาดในระบบท่อต่างๆ เช่น ท่อปัสสาวะ ท่อไตที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับไต (การดีท็อกส์ทั่วไปทำไม่ได้)
หากเราคอยหมั่นดูแลทำความสะอาดลำไส้และระบบท่อต่างๆอยู่เป็นประจำ (ทุกๆ 6 เดือน) ก็จะทำให้ระบบการย่อยอาหาร การดูดซึม การขับถ่าย รวมไปถึงสมดุลในร่างกายนั้นสมดุล ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆได้อย่างไม่ยากเย็น

21/03/2016

“ไขมันพอกตับ” หรือภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง มักมาพร้อมกับภาวะ ไขมันในเลือดสูง ความดัน และเบาหวาน รวมไปถึงในผู้ที่ดื่มสุราอยู่เป็นประจำ และพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-55 ปีขึ้นไป
สาเหตุของการเกิดขึ้นของไตรกลีเซอไรด์นั้น มาจากการที่ตับไม่สามารถจัดการกับ “ไขมัน” ส่วนเกินที่ภาคส่วนต่างๆลำเลียงมาเพื่อให้ตับนั้นทำลายทิ้งได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าเราจะทานอาหารที่มีไขมันเยอะขนาดไหน แต่หากกระบวนการจัดการไขมันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ยากที่จะเกิดไขมันเกาะตับได้ค่ะ
ในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับนั้น เราพบว่ามีปัจจัยอย่างหนึ่งที่แปรตามกับภาวะดังกล่าว นั่นก็คือ “อัตราการเผาผลาญ” ของร่างกาย และในผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้นอัตราการเผาผลาญก็ลดต่ำลงไปด้วยนั่นเอง เนื่องจากภาวะฮอร์โมนต่างๆในร่างกายเริ่มบกพร่องทีละน้อยๆตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งตรงกับงานวิจัยที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของไขมันพอกตับหรือไตรกลีเซอไรด์ว่า ตับ นั้นต้องอาศัยฮอร์โมนชนิดหนึ่งจากต่อมหมวกไต เพื่อใช้ในการจัดการกับไขมันส่วนเกิน เมื่อไรก็
ตามที่กระบวนการเหล่านี้ทำงานบกพร่อง เช่น ตับได้รับฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตในปริมาณที่น้อยหรือไม่เหมาะสม ก็จะเกิดการสะสมของไขมันที่ตกค้างในบริเวณตับนั่นเองค่ะ
ก็คล้ายกับการที่เราใช้ภาชนะใส่อาหารมันๆ หลังจากนั้นเราก็ทำความสะอาดภาชนะนั้นด้วยน้ำเปล่า แน่นอนไม่มีทางจะกำจัดคราบไขมันที่ติดอยู่ได้ เราจึงต้องใช้ตัวช่วยอย่าง “น้ำยาล้างจาน” ยังไงล่ะคะ ซึ่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตก็ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันกับน้ำยาล้างจาน ที่จะต้องส่งให้ตับทำการจัดการกับไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นอง
ส่วนในผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำทำไมถึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่า อยากทำความเข้าใจกับคุณๆตรงนี้ค่ะว่า จริงๆแล้วแอลกอฮอล์นั้นไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเกิดไตรกลีเซอไรด์ เพียงแต่ผู้ที่เป็น “ตับแข็ง” จากการดื่มสุรานั้นหากลองไปสืบประวัติในการดื่ม พบว่าผู้ป่วยมักจะมีการรับประทานของเปรี้ยวเป็นของแกล้ม เช่น มะขาม หรือของหมักดองต่างๆ ควบคู่ไปกับการดื่ม ซึ่งกรดจากสิ่งเหล่านี้ จะไปทำการยับยั้งกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ของตับ แทนที่ตับจะสามารถจัดการแอลกอฮอล์เหล่านั้นได้ กลับกลายเป็นเกิดการสะสมในรูปของไขมันที่ตับแทนค่ะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงของเปรี้ยว ของหมักดองในขณะดื่มนะคะ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงกับแกล้มประเภทยำนะคะ อันนั้นถือว่ายังรับได้ค่ะ
ความน่ากลัวของภาวะไขมันพอกตับอยู่ที่ เรามักไม่รู้ตัวถึงการเกิดขึ้นของภาวะดังกล่าว ก็ต่อเมื่อแสดงอาการออกมาอย่างเช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง หรือกระทั่งลุกลามเป็น “มะเร็งตับ” ไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำกันนะคะ
กระนั้นก็ตามแม้บางท่านจะพยายามป้องกันด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ กลับพบว่าในบางรายก็ยังมีปัญหาไขมันพอกตับอยู่ดี นั้นก็เพราะเหตุผลที่ได้กล่าวไปแล้วถึงการบกพร่องของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตนั่นเอง
ดังนั้นในผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว มักจะต้องได้รับยาเคมีประเภท ยาลดไขมัน และยาลดไตรกลีเซอไรด์ เป็นต้น ซึ่งในบางรายอาจไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้ไปจัดการกับต้นเหตุของการเกิดปัญหาที่แท้จริง
การใช้ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจมากก็คือ การใช้ “จุลชีพ” ในกลุ่มยีสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยีสต์แดง” ที่มีคุณสมบัติในการจัดการกับไขมัน รวมไปถึงไตรกลีเซอร์ไรด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามในผู้ที่มีค่าไตรกลีเซอร์ไรสูงระดับเกิน 300 ขึ้นไปและต่อเนื่องเป็นเวลานาน นั้นบ่งบอกถึงภาวะผิดปกติของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับฮอร์โมนเพื่อไปกระตุ้นการทำงานและเป็นวัตถุดิบให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนให้ตับใช้จัดการกับไขมันส่วนเกิน สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพค่ะ

21/03/2016

"ไขมันในหลอดเลือด" ที่คุณอาจไม่เคยรู้
คุณๆทราบหรือไม่คะว่า สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น “ไขมัน” ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดหรือเส้นเลือดนั้นแท้ที่จริงแล้ว
ไม่ได้มีเพียงแค่ไขมันเท่านั้นนะคะ แต่ยังมี “โปรตีน” และ “แคลเซียมออกซาเลต” รวมอยู่ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดเลือดตีบนั่นเอง โดยที่ยาเคมีโดยทั่วไปนั้นไม่สามารถจัดการได้ อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงแค่ประคับประคองไว้เท่านั้น
รวมไปถึงการที่กรดไขมัน 3 โมเลกุลไปรวมกับ กลีเซอรอล 1 โมเลกุล หรือเรียกว่า "ไตรกลีเซอไรด์" นั้น ถ้าไขมันชนิดนี้มีมากเกินไปแล้วไปก่อตัวที่ตับเราเรียกว่า “ไขมันพอกตับ” หรือ “ไขมันเกาะตับ” ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือตับนั้นขาดฮอร์โมนที่ได้จากต่อมหมวกไตสำหรับมาช่วยจัดการไขมันส่วนเกิน ที่ยาเคมีก็ไม่สามารถจัดการได้เช่นเดียวกันค่ะ
และนี่คือนวัตกรรมการใช้จุลชีพ “ยีสต์แดง” ที่ยังมีชีวิตเข้าไปช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการ "ดีท็อกซ์" หลอดเลือดด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตอันใกล้การนำเอาหลักการ “สิ่งมีชีวิต ดูแล ชีวิต” นั้นจะเข้ามาทดแทนการใช้ยาเคมีอย่างแน่นอนค่ะ

ไม่อยากเป็น “มะเร็งลำไส้” ทำไงดี?ระบบย่อยอาหารเป็นกลไกการทำงานที่มหัศจรรย์! มันสามารถรับแซนวิชปลาทูน่าเข้าไปแล้วแปลงให้เ...
22/01/2016

ไม่อยากเป็น “มะเร็งลำไส้” ทำไงดี?
ระบบย่อยอาหารเป็นกลไกการทำงานที่มหัศจรรย์! มันสามารถรับแซนวิชปลาทูน่าเข้าไปแล้วแปลงให้เป็นพลังงานสำหรับการเล่น บาสเก็ตบอล แล้วยังเปลี่ยนส่วนที่เหลือให้เป็นโมเลกุลของไขมัน สะสมไว้ยามต้องการพลังงานในอนาคตอีกด้วย แต่โชคร้ายที่อาจมีสิ่งบกพร่องเกิดมากมายในกระบวนการนี้
และมีผู้คนหลายล้านคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร บางคนอาการรุนแรงถึงกับต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ก็มีอีกหลายคนที่พึ่งพาร้านขายยาใกล้บ้าน เพื่อช่วยบรรเทาอาการอย่างเช่น ท้องอืด แก๊สในท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องร่วง หรือท้องผูกเป็นต้น
อวัยวะสำคัญในกระบวนการนี้อวัยวะหนึ่งก็คือ “ลำไส้” คุณๆทราบหรือไม่คะว่า ลำไส้ที่ขดอยู่ในท้องของเรานั้นมีความยาวประมาณ 9 เมตร หรือเทียบเท่ากับความสูงของตึก 4 ชั้น ไม่เท่านั้นค่ะ เมื่อคำนวณพื้นที่ของผนังลำไส้โดยนับรวมพื้นที่สัมผัสของ “วิลไล” (หนวดเล็กๆที่ทำหน้าในการดูดซึมสารอาหาร) แล้วจะเท่ากับขนาดของสนามเทนนิสถึง 2 สนามต่อกันเลยทีเดียวค่ะ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่าเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับ “ลำไส้” อยู่บ่อยๆ ด้วยความยาวและพื้นที่ของเค้านั่นเองทำให้การดูแลจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเราไม่รู้วิธีการที่ถูกต้อง อาการที่เกิดขึ้นจากภาวะลำไส้ที่ผิดปกตินั้นมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย อย่างเช่น ท้องอืด ท้องเฝ้อ ท้องเสีย ท้องผูก แล้วพัฒนาไปในระดับรุนแรงอย่าง ลำไส้อักเสบ แผลในลำไส้ ลำไส้แปรปรวน ไปจนถึง “มะเร็งลำไส้” ที่ปีหนึ่งๆ คร่าชีวิตผู้คนไปหลายล้านคนจากการที่มองข้ามอาการเล็กน้อยเหล่านั้นนั่นเอง
“ลำไส้” ยังเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสมองอีกด้วยนะคะ จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งการปวดหัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือกระทั่งโรคที่เกี่ยวกับระบบสมองและประสาทอย่าง พากินสัน และอัลไซเมอร์ จึงมีความเชื่อมโยงกับอาการทางลำไส้โดยตรง
หรือที่พบบ่อยคือในผู้ที่อาการคล้ายโรคหัวใจ หัวใจเต้นอ่อนแรงลง หายใจไม่อิ่ม บางรายถึงกับช็อคหมดสติ ซึ่งแท้ที่จริงเกิดจากภาวะลำไส้แปรปรวน จนบางครั้งแพทย์ที่ทำการรักษาเองก็ไม่สามารถหาสาเหตุของอาการดังกล่าวได้
จากการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลของผู้ที่มีภาวะลำไส้อักเสบนั้นพบว่า จำนวน T Cell (เม็ดเลือดขาวผู้ควบคุมที่ต่อสู้กับอาการอักเสบ) ในลำไส้ของผู้ป่วยนั้นไม่เพียงพอ ซึ่งจุลชีพในกลุ่ม “โปรไบโอติก” สามารถกระตุ้นการสร้าง T Cell ผู้ควบคุมได้ จากการศึกษาดังกล่าวยังพบอีกว่าผู้ป่วยลำไส้อักเสบนั้นมี “โปรไบโอติก” ในระบบ “ไมโครไบโอต้า” อยู่ในระดับต่ำกว่าคนปกติ ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มของผู้ที่เป็นโรคนี้ จำนวนโปรไบโอติกในลำไส้ของผู้ที่มีอาการกำเริบนั้น มีน้อยกว่าผู้ป่วยที่อยู่ในระยะฟักตัวของโรค ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าการเพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จึงเป็นวิธีที่มีพลังและปลอดภัยสำหรับการ “ป้องกัน” และแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าสนใจที่พบว่าสาเหตุหนึ่งของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้นั้น เกิดจากการมีปริมาณเชื้อแบคทีเรีย “เฮลิโค แบ็กเตอร์ ไพโลริ” ในระดับสูง นักวิทยาศาสตร์จึงทำการทดลองใช้เชื้อโปรไบโอติกในกลุ่ม “แล็กโตบาซิลลัส” หลายๆสายพันธุ์ รวมถึง แล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลัส ,แลกโตบาซิลลัส จอห์นโซนี่ ,แล็กโตบาซิลลัส ซาลิวาเลียส ,แล็กโตบาซิลลัส คาเซอิ เพื่อดูว่าสามารถชะลออการเติบโตหรือแม้แต่ฆ่าเชื้อ เฮลิโกแบ็คเตอร์ ได้หรือไม่โดยการทดลองในหนู ผลปรากฎว่า โปรไบโอติก แล็กโตบาซิลลัส สามารถยับยังเชื้อดังกล่าวและสามารถลดจำนวนเชื้อได้ถึง 99%
คำถามหนึ่งที่น่าสนใจที่ว่า แล้วเหตุใดจำนวนของโปรไบโอติกในลำไส้ถึงได้ลดปริมาณลง จากการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยนั้นพบว่ามีปัจจัยที่ตรงกันในแง่ของ ผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีกากใยซึ่งเป็น “พรีไบโอติก” คืออาหารให้กับโปรไบโอติก ผู้ที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลาและทานอาหารในมื้อดึกติดต่อกันเป็นเวลานาน ผู้ที่เคยมีประวัติการใช้ “ยาปฏิชีวนะ” เป็นเวลานาน การใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดฆ่าเชื้อ การอมยาอมชนิดฆ่าเชื้อ ติดต่อกันเป็นเวลานานรวมถึงกลุ่มสมุนไพรที่มีสเตียรอยด์ (พืชในบ้านเราเช่น หญ้านาง ฟักข้าว มะรุม ใบทุเรียนเทศ นั่นเอง) สมุนไพรที่ให้สารคล้ายแว้กส์ เช่น สารเคอคิวมิน ในขมิ้นแคปซูล เหล่านี้เองที่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ปริมาณของโปรไบโอติกในลำไส้ลดลง
เพราะฉะนั้นหากวันนี้เราต้องการดูแลลำไส้ให้เป็นปกติอยู่เสมอ การใช้ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลมากที่สุด อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กน้อยที่เกิดขึ้น ลุกลามบานปลายจนท้ายที่สุดรุนแรงเกินจะแก้ไข มาเริ่มต้นง่ายๆโดยการใช้ “โปรไบโอติก” ดูแลลำไส้ของคุณและคนที่คุณรักกันนะคะ

เมื่อ “ยา” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาสุขภาพ “อาหาร” ต่างหากคือปัจจัยพื้นฐานของการมีสุขภาพที่แข็งแรง วันนี้การนำเอา...
14/01/2016

เมื่อ “ยา” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาสุขภาพ “อาหาร” ต่างหากคือปัจจัยพื้นฐานของการมีสุขภาพที่แข็งแรง วันนี้การนำเอาหลักการของ “สิ่งมีชีวิต ดูแล ชีวิต” มาใช้ดูแลสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากจริงๆ
ย้อนไปเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน เราเคยได้ช่วยชีวิต เด็กชายคนหนึ่งซึ่งป่วยด้วยโรค เนื้องอกในสมอง ตอนนั้นหมอบอกว่าการผ่าตัดเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงมาก รวมถึงการฉายแสง และเคมีก็ไม่ตอบสนอง โอกาสที่เด็กจะกลับมาเป็นปกตินั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงตัดสินใจพูดคุยกับผู้เป็นแม่ว่าลองทางเลือกในการใช้จุลินทรีย์ “โปรไบโอติก” ดูมั้ย ซึ่งไม่มีความเสี่ยงและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกมากนัก คุณแม่จึงตัดสินใจลองให้ลูกชายรับประทาน “โปรไบโอติก” เวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผลที่ได้ก็คือ ครอบครัวนี้ได้ชีวิตของลูกชายกลับคืนมา คำ “ขอบคุณ” ที่คุณแม่มอบให้แก่เรา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากที่จะส่งมอบข้อมูลที่เกี่ยวกับ “โปรไบโอติก” ให้กับผู้คนอื่นๆ ได้นำไปใช้เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวต่อไป
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้ช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีจากการดูแลสุขภาพด้วย “โปรไบโอติก” และมีการส่งต่อความปรารถนาดีไปยังผู้คนอื่นๆให้มีทางเลือกในการดูแลสุขภาพ นอกเหนือจากทางเลือกที่มีอยู่นั่นเอง
จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟังการบรรยายเรื่อง
“Live By Probiotic โปรไบโอติก มหัศจรรย์จุลินทรีย์เพื่อสุขภาพ”
ในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น.
ข้อมูลที่ท่านจะได้รับในการเข้าฟังการบรรยายครั้งนี้คือ
1 ระบบภูมิคุ้มกัน “ไมโครไบโอต้า” ภูมิคุ้มกันที่ถูกลืม มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร
2 จุลชีพ “โปรไบโอติก” คืออะไร มีความจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ของเรามากน้อยแค่ไหน จริงหรือไม่ ที่หากเราไม่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆเหล่านี้อยู่ในร่างกายแล้วเราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
3 การดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคร้าย เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ แพ้ภูมิ ไวรัสตับอักเสบ เนื้องอก อ่อนเพลียเรื้อรัง ไมเกรน HIV โรคไต เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดตีบ ลำไส้แปรปรวน กรดไหลย้อน ฯลฯ ด้วย “โปรไบโอติก” นั้นทำได้หรือไม่อย่างไร
4 ถาม - ตอบ ปัญหาและวิธีการใช้ “โปรไบโอติก” เพื่อการดูแลสุขภาพ
บรรยายโดย คุณชาคร สระกวี Managing Director Maximumlife วิทยากรผู้มีประสบการณ์การใช้ “โปรไบโอติก” ในการดูแลสุขภาพให้กับผู้คนมาอย่างมากมาย
การบรรยายจัดขึ้นที่
ห้องประชุม Maximumlife Conference บริษัทแมกซิมัมไลฟ์ สำนักงานใหญ่ 40 อาคาร ลา ยูนีค ถนนเทศบาลรังสรรค์เหนือ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร (ใกล้สำนักงานประกันสังคมประชาชื่น)
กำหนดการ วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2559
9.30 น. ลงทะเบียนพร้อมรับเอกสารประกอบการบรรยาย
10.00 -12.00 น. รับฟังการบรรยายในหัวข้อ
“Live By Probiotic โปรไบโอติก มหัศจรรย์"จุลินทรีย์ดูแลสุขภาพ”
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 15.00 น. สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจการดูแลสุขภาพด้วย โปรไบโอติก
.ขอเชิญรับฟังการบรรยายแนวทางการทำตลาด และเทรนด์ธุรกิจสุขภาพ

ผู้สนใจสามารถติดต่อลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 23 มกราคม 2559
เวลา 10.00 น.- 20.00 น. ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-5804483 หรือทาง Inbox Message
หรือที่ Line ID : wemaxlife
****ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ฟรีอาหารกลางวัน และอาหารว่าง****

โปรไบโอติกกับการแก้ปัญหาไมเกรนได้ง่ายๆ
01/08/2015

โปรไบโอติกกับการแก้ปัญหาไมเกรนได้ง่ายๆ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

คลิกเลย!! โปรไบโอติกกับการดูแลทารกในครรภ์ให้เกิดมาพร้อมระบบ "ภูมิคุ้มกัน" ที่สมบูรณ์
24/07/2015

คลิกเลย!! โปรไบโอติกกับการดูแลทารกในครรภ์ให้เกิดมาพร้อมระบบ "ภูมิคุ้มกัน" ที่สมบูรณ์

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

เรื่องจริงของเบาหวานที่หมอไม่ได้บอก
17/07/2015

เรื่องจริงของเบาหวานที่หมอไม่ได้บอก

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

เก๊าต์แก้ง่ายๆด้วยมังสวิรัติ
03/07/2015

เก๊าต์แก้ง่ายๆด้วยมังสวิรัติ

29/05/2015

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

ชัดเจนมาก! ความเกี่ยวดองอันน่าประหลาดใจและผลการทดลองอันน่าทึ่งเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้
22/05/2015

ชัดเจนมาก! ความเกี่ยวดองอันน่าประหลาดใจและผลการทดลองอันน่าทึ่งเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

ที่อยู่

40 Tessabanrungsannur Road Ladyao Jatujack
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

025804483

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Maximum Lifeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท