Triple B รับพรีออเดอร์ กระเป๋าแบรนด์เนมของแท้ทั้งใหม่และมือสองจากญี่ปุ่น, รับพรีออเดอร์เครื่องสำอางจากญี่ปุ่น อังกฤษและอเมริกา, ฯลฯ

02/12/2020

แปลมาอีกทีนึงครับ ยาวหน่อยแต่ดีมากๆครับ 🙂

โศกนาฎกรรมเงียบ (A SILENT TRAGEDY) 😥

มีโศกนาฎกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆภายในครอบครัวหลายๆครอบครัว โดยที่คนในครอบครัวไม่รู้ตัว และมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรา นั่นคือ ลูกๆ หลานๆ ของเรา...

ปัจจุบันลูกหลานของเรากำลังมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรง! ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้ให้สถิติที่น่าตกใจมาก เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตของเด็กๆและจำนวนเด็กที่เจ็บป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถิติไม่โกหก:
• เด็ก 1 ใน 5 คนมีปัญหาสุขภาพจิต
• เด็กที่วินิจฉัยว่าเป็น ADHD เพิ่มขึ้น 43%
• มีรายงานภาวะซึมเศร้าของวัยรุ่นเพิ่มขึ้น 37%
• มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 200% ในเด็กอายุ 10 ถึง 14 ปี

มันเกิดอะไรขึ้นและเราผู้ใหญ่ พ่อแม่ได้ทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า ⁉️

เด็กวันนี้กำลังถูกกระตุ้นมากเกินไปเพื่อให้มีพรสวรรค์ทางด้านวัตถุ แต่พวกเด็กๆถูกปิดกั้น ละเลย จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีช่วงวัยเด็กที่ดีมีคุณภาพ (healthy childhood) เช่น

• พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสุขภาพจิตที่ดี
• การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยพ่อแม่
• มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ
•โภชนาการที่สมดุลและการนอนหลับที่เพียงพอ
•การเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวกลางแจ้ง
•การเล่นอย่างสร้างสรรค์ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมโอกาสที่จะได้เล่นอย่างอิสระ และช่วงเวลาที่เด็กๆจะได้รู้สึกเบื่อเพื่อจะคิดหาวิธีการเล่นเพื่อแก้เบื่อ

🤖แต่ในหลายๆปีที่ผ่านมาเด็กๆถูกแทนที่สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วย....

•ผู้ปกครองที่วุ่นวายอยู่กับแต่อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ
•ผู้ปกครองที่ยอมทำตามและยอมอนุญาตให้เด็กๆเป็นคน "ปกครองโลก" และเป็นคนที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเอง
•ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องถูกต้องที่ตัวเองสมควรที่จะได้รับทุกสิ่งโดยที่ไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย
•นอนหลับไม่เพียงพอและโภชนาการที่ไม่สมดุล
•รูปแบบการใช้ชีวิตแบบขยับตัวน้อย (Sendentary Lifestyle) นั่งหน้า TV. หน้า Computer ไม่ออกไปข้างนอก อยู่แต่ในห้อง (อันตรายมาก)
•การถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา มีเทคโนโลยีเป็นเพื่อนเป็นพี่เลี้ยง ได้สิ่งที่ต้องการทันทีและไม่มีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ถูกกระตุ้นตลอด

😥แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

ถ้าเราต้องการให้ลูกของเราเป็นคนที่มีความสุขและมีสุขภาพดี (จริงๆ) พวกเราต้องตื่นได้แล้วและกลับไปสู่พื้นฐาน กลับไปสู่เบสิค และมันยังคงเป็นไปได้ที่จะแก้ไข

มีหลายครอบครัวเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากทำตามคำแนะนำต่อไปนี้:

1.กำหนดจำกัดขอบเขต ให้กับลูก และจำไว้ว่าคุณเป็นกัปตันของเรือ เป็นผู้นำครอบครัวไม่ใช่ลูก ลูกของคุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณสามารถควบคุมหางเสือได้
2.ช่วยให้ลูกมีวิถีชีวิตที่สมดุล ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมี ไม่ใช่แค่สิ่งที่ลูกต้องการ อย่ากลัวที่จะพูดคำว่า "ไม่" กับลูก ๆ ของคุณหากสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น
3.ให้ลูกทานอาหารที่มีคุณค่าและลด จำกัดอาหารขยะทั้งหลาย
4.ใช้เวลากลางแจ้งอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขี่จักรยาน การเดิน การออกกำลังกาย เล่นกีฬา สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ
5.ทานอาหารด้วยกันในครอบครัวทุกวัน โดยไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีที่ทำให้เสียสมาธิ ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
6.เล่นกับลูก ใช้เวลาด้วยกันในครอบครัว
7.ให้ลูกของคุณมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน ตามอายุของพวกเขา (พับเสื้อผ้า, แขวนเสื้อผ้า,ล้างจาน, กวาดบ้าน, ถูบ้าน ,จัดโต๊ะ, ให้อาหารสุนัข ฯลฯ )
8.เข้านอนเป็นเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณได้นอนหลับเพียงพอ ความสำคัญจะมากยิ่งขึ้นสำหรับเด็กวัยเรียน
9.สอนลูกเรื่องความรับผิดชอบและเรื่องเสรีภาพ อย่าปกป้องลูกมากเกินไปจากความรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด เสียใจหรือความผิดพลาดทั้งหมด ความเข้าใจผิดจะช่วยให้พวกเขาสร้างความยืดหยุ่นและเรียนรู้ที่จะเอาชนะความท้าทายในชีวิต
10.อย่าถือกระเป๋าหรือเป้สะพายหลัง หรือถือของให้ลูกๆ ถ้าลูกลืมการบ้านอย่าเอามาให้ อย่าปอกเปลือกกล้วยหรือเปลือกส้ม หรือทำอะไรให้ลูก ถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะให้ปลาแต่สอนพวกเขาให้หาปลาเองเป็น
11.สอนลูกให้รู้จักรอและชะลอความพีงพอใจได้ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ได้
12.ให้ลูกมีโอกาสได้พบ "ความเบื่อ" เนื่องจากความเบื่อหน่ายเป็นช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีแก้เบื่อ ไม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่รู้สึกว่าต้องทำให้ลูกสนุกตลอดเวลา
13.อย่าใช้เทคโนโลยีเป็นวิธีแก้ความเบื่อของลูกและไม่ต้องสนองเมื่อลูกร้องขอ (ท่องไว้ความเบื่อก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์)
14.หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีในระหว่างมื้ออาหารในรถยนต์ ในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสในการเข้าสังคมโดยการฝึกสมองให้รู้วิธีการทำงานเมื่ออยู่ในโหมด: "เบื่อ" (boredom)
15. เมื่อลูกเบื่ออาจจะช่วยจุดประกายไอเดียแก้เบื่อได้
16.มีอารมณ์ร่วมกับลูก ไวต่อความรู้สึกของลูก และสอนให้พวกเขารู้จักควบคุมตนเองและสอนทักษะทางสังคม
17.ปิดโทรศัพท์ในเวลากลางคืนเมื่อเด็กต้องเข้านอนเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากสัญญานโทรศัพท์และสิ่งต่างๆ จากโทรศัพท์
18.เป็นผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกอารมณ์สำหรับลูก ๆ ของคุณ สอนพวกเขาให้รู้จักและจัดการความผิดหวังและความโกรธของตนเอง
19.สอนพวกเขาให้ทักทายคนอื่น การรอคิว ผลัดกันเล่น ผลัดกันใช้ แบ่งปัน การพูดขอบคุณและการขออย่างมีมารยาท การยอมรับความผิดพลาดและการขอโทษ อย่าบังคับให้ทำแต่เป็นแบบอย่างที่ดีของค่านิยมทั้งหมดนี้
20.เชื่อมต่ออารมณ์กับลูก โดยการ- ยิ้ม กอด จูบ หอม จี้เอว หัวเราะ สนุก อ่านนิทาน เต้นรำ กระโดดเล่นกับลูกๆ

ถ้าเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกๆหลานๆของเราจริงๆ.... โปรดทำตามนะครับ 🙂

ขอบคุณที่ช่วยกันแชร์ครับ 🙇‍♂️

Article written by Dr. Luis Rojas Marcos Psychiatrist.
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=669567043510720&id=653944098406348

#ดีต่อลูก

06/10/2020

Happiness is not the absence of problems. Happiness, however , is the good attitude towards all the problems.

#ดีขึ้นทุกวัน

06/10/2020
26/09/2020

"ในวันที่ลูกถูกทำร้ายทั้งกายใจ
พ่อแม่อย่างเราจะรับมืออย่างไรดี”
เมื่อพ่อแม่ต้องส่งลูกน้อยออกจากอ้อมอกสู่โลกภายนอก
โรงเรียนเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ทุกคน
แต่บางครั้งโรงเรียนอาจจะไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยอย่างที่เราคิด
จากเหตุการณ์ที่คุณครูทำร้ายเด็กอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเด็กอนุบาลที่ถูกครูจิกหัว ทุบ บิดหู พูดจาทำร้าย โยนของใส่ ละเมิดสิทธิพื้นฐานของเด็กในการให้กินข้าวแค่เพียง 10 นาที ห้ามไปเข้าห้องน้ำระหว่างเรียน หากทำจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
ไปจนถึงเด็กโตที่ถูกครูทำโทษเกินกว่าเหตุด้วยการฟาดด้วยไม้กวาด ไม้เรียว หยิกจนเขียว และพูดจาทำร้ายจิตใจ และอื่นๆ อีกมากมาย
****************************
คำถาม: ถ้าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกเรา เราจะรับมืออย่างไรดี?
คำตอบ: ขั้นตอนการรับมือแบ่งออกเป็น 5 ช่วง ดังนี้...
ช่วงที่ 1 "สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในลูก"
ช่วงแรกจะเป็นช่วงที่พ่อแม่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก แต่เรารับรู้แล้วว่า “มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกของเรา”
ข้อแนะนำในการสังเกตเด็กที่ถูกทำร้าย
(1) เด็กบางคนมีรอยฟกช้ำตามลำตัวที่ไม่น่าจะเกิดจากการวิ่งเล่นทั่วไป เช่น จุดที่อยู่ใต้ร่มผ้า เพราะคนทำอาจจะไม่ต้องการให้พ่อแม่เห็นรอยบนตัวเด็ก พ่อแม่เด็กเล็กควรให้การดูแลเด็กใกล้ชิด ถ้าเราได้อาบน้ำให้เขาหรือดูเขาอาบน้ำ เราจะมองเห็นรอยเหล่านั้น
(2) เด็กบางคนละเมอนอนฝันร้าย แม้จะไม่มีบาดแผลทางกายให้เห็น แต่บาดแผลทางใจจะชัดเจน เพราะจิตใต้สำนึกไม่อาจปกปิดได้ยามที่เขาหลับ ดังนั้นหากลูกเรานอนหลับฝันร้ายบ่อยกว่าปกติ มีความถี่ติดๆ กันหลายคืน เมื่อปลุกให้ตื่น อาจจะร้องไห้หนัก เราควรจะเริ่มเอะใจว่า “มีบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก”
(3) เด็กบางคนมีพฤติกรรมถดถอย เช่น ปัสสาวะราด กัดเล็บอมนิ้ว ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พูดติดๆ ขัดๆ หรือ พูดติดอ่าง
(4) เด็กบางคนมีความวิตกกังวลและความเครียดในระดับที่ส่งผลต่อร่างกาย เช่น เมื่อต้องไปโรงเรียน เด็กบางคนมีอาการปวดท้องจนท้องเสียหรืออาเจียน เด็กบางคนอาจจะแสดงออกด้วยการร้องไห้กรีดร้องรุนแรงและเกาะตัวพ่อแม่ไม่อยากเข้ารั่วโรงเรียน
(5) เด็กบางคนมีอาการเหม่อลอย ไม่ร่าเริง ดวงตาไม่สดใส เด็กบางคนอาจจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย และแสดงออกด้วยการทำพฤติกรรมที่รุนแรง
(6) เด็กบางคนที่ถูกล่วงละเมิดทางร่างกายอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรบางอย่าง เช่น การจับ-เล่นอวัยวะเพศบ่อยกว่าปกติ การเล่นของเล่นที่เป็นลักษณะการเลียนแบบพฤติกรรมของคนที่ทำร้ายเขา เช่น ตี บิด ต่อย และอื่นๆ
(7) เด็กบางคนอาจจะบอกเรา “ไม่อยากไปโรงเรียน” “กลัวครูคนนั้น” “ไม่อยากเรียนวิชานี้” หรือ มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสถานที่ บุคคล หรือ สิ่งของบางอย่างชัดเจน
จากข้อสังเกตทั้ง 7 ข้อนี้ สามารถนำไปสู่ข้อสงสัยว่า “ลูกของเรากำลังถูกทำร้าย และล่วงละเมิดสิทธิอยู่” ให้พ่อแม่และผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด

******************************
ช่วงที่ 2 “เมื่อลูกของเราถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ”
ช่วงนี้จะแบ่งเด็กที่ถูกทำร้ายเป็น 2 กรณี คือ...
กรณีที่ 1 "ลูกเราไม่ได้โดนกระทำ แต่เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เพื่อนถูกครูกระทำ”
ในกรณีนี้เด็กที่เห็นเหตุการณ์ แม้จะไม่ร่างกายไม่ได้บาดเจ็บ แต่ใช่ว่าจิตใจของเราจะไม่ได้เกิดบาดแผลไปด้วย เด็กทุกคนมีจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ดังนั้นถ้าลูกเราอยู่ในเหตุการณ์ เขาก็ควรได้รับการเยียวยาจิตใจด้วยเช่นกัน
กรณีที่ 2 “ลูกเราถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายทางวาจา จิตใจ และร่างกาย”
การทำร้ายทางวาจา เช่น การพูดประชดประชัน เสียดสี การขู่ การด่า เช่น “เธอนี่มันโง่เกินเยียวยา” “ไอ้เด็กเปรต” “เด็กปัญญาอ่อน” และอื่นๆ
การทำร้ายร่างกาย เช่น ตี ฟาด ตบ จิก หยิก ต่อย ทุบ บิด ขว้างของใส่
การทำร้ายจิตใจ เช่น ขว้างของของเด็กลงกับพื้น ไม่พูดกับเด็ก ทำหน้ารังเกียจใส่เด็ก
และการล่วงละเมิดสิทธิเด็ก ไม่ให้เด็กไปห้องน้ำ กินข้าวตามเวลา หรือ ที่ร้ายแรงที่สุด คือ การล่วงละเมิดทางเพศ
ทั้งหมดทั้งมวลสามารถทำให้เด็กเกิดบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ
สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้เพื่อเยียวยาจิตใจลูกในเบื้องต้น
(1) พาลูกออกมาจากเหตุการณ์ สถานที่ หรือ จากบุคคลที่ทำร้ายเขา พาลูกกลับบ้านที่เขารู้สึกปลอดภัย อยู่ในอ้อมอกของเราที่เขาไว้ใจ
(2) อย่าเพิ่งรีบซักไซ้ถามเพื่อให้ได้คำตอบจากลูก ให้เราปลอบเขาก่อน
ใช้สัมผัสรัก เช่น กอดปลอบประโลม ลูบหัวหรือหลังเบาๆ มองตาเขา และพูดให้เขามั่นใจว่า “พ่อ/แม่ อยู่ตรงนี้กับลูก ลูกไม่ต้องกลัว มีอะไรที่ลูกอยากให้ช่วยพ่อ/แม่จะทำเต็มที่” เพื่อให้ลูกมั่นใจว่า พ่อแม่ของเขาพร้อมที่จะเคียงข้างและปกป้องเขา
(3) รับฟัง และไม่ใช้อารมณ์ เวลาเราฟังเรื่องราวจากปากลูก เราอาจจะรู้สึกโกรธคนที่ทำร้ายลูกเราจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ อย่าลืมว่า ลูกคือคนที่อยู่ตรงนั้นกับเราไม่ใช่คนที่ทำร้ายลูก เวลาเราโกรธ และแสดงอารมณ์นั้นออกมาชัดเจน ลูกอาจจะกลัวว่า “เรากำลังโกรธเขา และไม่พอใจเขาอยู่” ดังนั้นรับฟังด้วยความสงบ ข่มใจไว้ก่อน ให้ลูกเล่าให้จบ จากนั้นให้พูดกับเขาว่า “ขอบคุณนะที่ลูกเล่าให้พ่อ/แม่ฟัง จากนี้พ่อ/แม่จะปกป้องลูกเอง ลูกไม่ต้องกลัวนะ”
(4) อารมณ์โกรธที่อยากทำร้ายคนที่กระทำลูกของเรา ให้เราหาที่ระบายอย่างเหมาะสม อย่าระเบิดอารมณ์ต่อหน้าลูก เพราะเขาจะกลัวว่า “เขาทำอะไรผิด” หรือ “เขาทำเราโกรธ” ครั้งหน้าลูกจะไม่กล้าเล่าให้เราฟังอีก
แนะนำให้พูดคุยกันระหว่างสามี-ภรรยา หรือ กับคนที่เราไว้ใจ เพื่อระบายความอัดอั้น และหาทางออกอย่างเหมาะสมต่อไป
(5) หากลูกไม่พร้อมบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเรา เพราะบางครั้งลูกอาจจะถูกขู่จากคนทำร้ายว่า “ถ้าบอกใคร เขาจะถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม หรือ คนที่เขารักจะถูกทำร้าย” การไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เป็นสิ่งที่ควรทำ ยิ่งเด็กเล็กๆ เขาอาจจะไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ผ่านการพูดบอกเล่าเหตุการณ์ แต่การไปพบนักบำบัดที่ใช้วิธีเฉพาะทาง เช่น การเล่นบำบัด ศิลปะบำบัด เด็กอาจจะมีเครื่องมือในการสื่อสารที่ง่ายขึ้น และรู้สึกสบายใจที่บอกเล่ากับคนกลาง แทนที่จะเป็นคนที่เขารัก เพราะเขากลัวคำขู่นั้น
******************************
ช่วงที่ 3 “เผชิญหน้าปัญหา”
เมื่อรู้ว่าลูกถูกทำร้ายโดยใคร พ่อแม่มีหน้าที่เผชิญหน้ากับปัญหานั้น
“พ่อแม่ต้องทำหน้าที่ปกป้องลูก อย่าให้ความเกรงใจเป็นอุปสรรคในการพูดคุยปัญหากับผู้ที่ทำร้ายลูกเรา"
(1) รวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพื่อเข้าไปพูดคุยกับทางโรงเรียนโดยตรง ทั้งนี้แนะนำว่า ควรมีคนไปกับเราด้วย ถ้าไม่มีให้เราตั้งสติให้ดีก่อนจะไปเผชิญหน้ากับคู่กรณีของเรา
(2) พูดอย่างสุภาพแต่ชัดเจนตรงไปตรงมา อย่าเพิ่งใส่อารมณ์
(3) เมื่อไกล่เกลี่ยปัญหาจบแล้ว และอีกฝ่ายอาจจะสำนึกผิดและขอโอกาสเริ่มต้นใหม่ แต่สำหรับเด็กแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นภายในใจอาจจะไม่ได้หายดีในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาอาจจะไม่พร้อมกลับไปเรียนที่เดิม หรือ เจอคนที่ทำร้ายเขาอีก
*ทางโรงเรียนไม่ควรให้ครูท่านนั้นกลับมาสอนเด็กคนนี้หรือคนไหน จนกว่าจะได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ และการอบรมระยะยาว แต่ถ้าเป็นการทำผิดที่ร้ายแรง ก็ไม่ควรได้ทำวิชาชีพนี้ต่อ
(4) ในเด็กเล็กที่ถูกทำร้าย การย้ายโรงเรียน หรือ การเรียนที่บ้านสักพัก อาจจะเป็นคำตอบที่ดี แต่ในเด็กที่โตแล้ว เขาอาจจะมีเพื่อนที่เขาสนิทด้วย การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อ ควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะดีที่สุด
******************************
ช่วงที่ 4 “การบำบัดเยียวยาจิตใจ”
แม้เหตุการณ์จะจบลงแล้ว แต่บาดแผลยังคงอยู่ พ่อแม่ควรให้เวลาลูกในการเยียวยาจิตใจของเขา การไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็ก เป็นคำตอบที่ดี เพราะในระยะยาว บาดแผลที่ไม่ได้รับการดูแลจะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ส่งผลต่อชีวิตในอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้เลย
ส่ิงที่พ่อแม่สามารถทำได้
(1) ให้ความรักอย่างปราศจากเงื่อนไข ยอมรับลูกในสิ่งที่เขาเป็น เพราะในเวลานี้ลูกต้องการความรักและการยอมรับมากกว่าสิ่งไหน เพื่อยืนยันว่า “ตัวเขานั้นยังมีคุณค่าอยู่ไม่แปรเปลี่ยน"
(2) ให้อภัยตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องลูกได้ทัน เด็กบางคนอาจจะถูกละเมิดหรือทำร้ายร่างกายมา พ่อแม่อาจจะมีความรู้สึกผิดทุกครั้งที่เห็นหน้าลูก ลูกอาจจะรู้สึกแย่และโทษตัวเองที่ทำให้พ่อแม่ของเขาเป็นเช่นนั้น ดังนั้น ก่อนจะช่วยเหลือลูก ให้อภัยตัวเองก่อน ปล่อยวางอดีตเพื่อเดินหน้าต่อ
(3) พาลูกไปรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ บางครั้งบาดแผลที่มองไม่เห็นต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยดูแลเยียวยาเป็นพิเศษ
อธิบายให้ลูกเขาใจว่า “พ่อแม่รักลูกและอยากช่วยลูก แต่บางอย่างพ่อแม่ทำไม่ได้ ต้องให้คุณหมอช่วย เหมือนเวลาที่ลูกป่วย บางครั้งเราก็ต้องไปโรงพยาบาลให้คุณหมอช่วยรักษา ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เราไปหาคุณหมอเพื่อให้คุณหมอช่วยในส่วนที่พ่อแม่ทำไม่ได้”
(4) อยู่เคียงข้างตลอดทางการบำบัดเยียวยาจิตใจ
​(5) ไม่กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ และออกไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม
ข้อควรระวัง “ทุกขั้นตอนต้องใช้เวลา บางคนใช้เวลามาก บางคนใช้เวลาน้อย อย่าเร่งรีบ และอย่ารีบข้ามขั้น ค่อยๆ ก้าวช้าๆ ให้บาดแผลได้เยียวยา และหายดี”
“แม้บาดแผลจะหายดี แต่ไม่ได้หายไปไหน ให้เราช่วยประคองลูกให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับบาดแผลนี้อย่างมีคุณค่า และเติบโตเป็นตัวเองที่มีความสุข แข็งแรงทั้งกายใจ”
"แนวทางการสร้างคุณค่าให้กับลูก"
https://www.facebook.com/followpsychologist/photos/a.199391690853593/770383960421027
******************************
ช่วงที่ 5 “เรียนรู้เป็นบทเรียน ป้องกันก่อนเกิดในอนาคต”
เด็กทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เขาควรจะรู้ว่า “ร่างกายเป็นของเขา” ไม่มีใครมีสิทธิ์มาทำร้ายหรือล่วงละเมิดเขาได้
สิ่งที่พ่อแม่สามารถสอนเพื่อช่วยให้เขาปกป้องร่างกายตัวเอง
(1) ในวัยที่เขาปกป้องตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ปกป้องดูแลร่างกายของเขา ไม่ให้ใครมาละเมิดหรือทำร้ายเขา เด็กจะค่อยๆ พัฒนาการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และความสำคัญของตัวเขาที่เกิดมา
(2) เมื่อเด็กเติบโตพอจะช่วยเหลือตัวเอง พ่อแม่สอนเขาให้ช่วยเหลือตัวเองตามวัย เพื่อที่เขาจะสามารถดูแลและพึ่งพาตัวเองได้
(3) พ่อแม่สอนเขาว่า “ไม่มีใครควรมาจับส่วนต้องห้ามบนร่างกายของเขา แม้แต่คนในครอบครับ ส่วนต้องห้าม 5 ส่วน ได้แก่ อวัยวะเพศ ก้น หน้าอก ปาก ต้นขา” เพราะการสัมผัสส่วนต่างๆ เหล่านี้จะนำไปสู่อันตรายได้
(4) ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ให้ลูกบอกพ่อแม่ได้เสมอ พ่อแม่พร้อมจะรับฟัง และช่วยเหลือลูก
(5) อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบวิ่งหนี
ถ้ากำลังจะโดนจับตัวหรือทำร้าย ให้ตะโกนสุดเสียงว่า “ช่วยด้วย” และกรี๊ดให้ดังที่สุด
สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องการสอนว่า “นี่คือร่างกายของฉัน” ผ่านบทความด้านล่างนี้
https://www.facebook.com/followpsychologist/photos/a.199391690853593/686442065481884
******************************
สุดท้าย แม้เราจะย้อนกลับไปแก้ไขอดีตท่ีเกิดขึ้นแล้วไม่ได้ หรือเราไม่สามารถปกป้องลูกได้ตลอดเวลา แต่ความรักและคุณค่าท่ีเรามอบให้ลูกจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต
“รับฟังเรื่องเล็กๆ ของลูกในวันนี้ เพื่อวันหน้าเราจะได้รับฟังเรื่องใหญ่ๆ ของเขา”
“สอนเขาช่วยเหลือตัวเองในวันนี้ เพื่อวันหน้าเขาจะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้"
“รักลูกวันนี้ให้มากพอ เพื่อวันหน้าเขาจะได้รักตัวเองเป็น”
ฝากถึงผู้ใหญ่ทุกคน หากเห็นเด็กโดนทำร้ายหรืออยู่ในอันตราย ได้โปรดอย่านิ่งเฉยและเพิกเฉยกับเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะ "การนิ่งเฉย" เท่ากับว่า "เรายอมให้เกิดการทำร้าย" แม้จะไม่ใช่ลูกหลานเรา แต่เด็กทุกคนควรได้รับการปกป้องดูแลจากผู้ใหญ่ทุกคนในสังคม มาช่วยกันดูและทำให้เด็กๆ ของเราเติบโตอย่างงดงามกันนะคะ
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

ปลอดภัยไว้ก่อนนะคะ😷
16/03/2019

ปลอดภัยไว้ก่อนนะคะ😷

#เมื่อคนในบ้านกลายเพชฌฆาตโดยไม่รู้ตัว
#อีกกี่ชีวิตของเด็กที่ต้องสังเวยปีศาจควัน
แม่บัวได้อ่านเรื่องจริง ของคุณแม่ที่สูญเสียลูกวัย 1 ขวบเพราะควันบุหรี่ของคนในบ้านแล้วเศร้าใจกับสิ่งที่รับรู้มากค่ะ
เด็กที่กำลังจะโต เด็กที่ต้องการอ้อมอกอุ่นจากพ่อแม่ ต้องจากไปเพราะวัยอันควร เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ
ทำเพราะเคยชิน! ทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์! ทำเพราะตัดใจเลิกไม่ได้!
ทำเพราะความมักง่าย รักตัวเอง โดยไม่คิดถึงคนอื่น!
ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ผลที่ได้ก็มีแต่สูญเสีย และเสียศูนย์
คนเป็นพ่อแม่จะใช้ชีวิตต่อจากนี้อย่างไรเล่าคะ?
ชีวิตที่เหลืออยู่ที่ไม่มีลูก จะแย่สักเท่าไหร่?
ลูกที่กำลังอยู่ในวัยสดใส น่ารัก เริ่มหัดพูด ฉอเลาะ
ต้องมาป่วยหนักเพราะ ควันบุหรี่เทาๆ จากญาติพี่น้องคนใกล้ตัว
ต้องป่วยหนัก ทั้งที่ไม่เคยต้องการ แม้แต่จะปกป้องตัวเองก็ยังทำไม่ได้
ด้วยพิษสงที่มากมายทำให้เด็กตัวเล็กๆ ไม่สามารถทนอาการเจ็บป่วย ของเชื้อโรคที่อัดเต็มอยู่ในปอดไม่ไหว จึงทำให้เสียชีวิตลงอย่างสงบ
ต่อให้แม่อยากยื้อชีวิตลูกมากแค่ไหน คุณหมอก็ไม่อาจช่วยน้องไว้ได้ ทำได้คือการรักษาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ความจริงก็คือความจริง ต่อให้มีเงินเป็นล้านก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องเอาไว้ได้
ทำไมใครๆ ถึงได้คิด ได้เชื่อกัน ว่า “ไม่ได้สูบบุหรี่ จะไม่ได้รับอันตราย”
แท้จริงแล้ว ควันบุหรี่ที่พ่นออกมา ลอยอยู่ในอากาศนานถึง 48 ชั่วโมง
วัยเด็กหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสได้รับฝุ่นนิโคตินมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า
ไหนจะ ควันพิษที่ติดตามเสื้อผ้า ตามมือ ผิวหนัง แล้วมาจับ สัมผัส กอด หอม ป้อนข้าว ป้อนนมก็ทำให้เด็กมีโอกาสป่วยเพิ่มขึ้น
… ผู้ใหญ่ในบ้าน กลายเป็นคนยัดเยียดโรคภัยให้เด็ก อย่างไม่รู้ตัว
หยิบยื่นความตายให้โดยขาดสติ ขาดความรู้ ยั้งคิด
เพียงเพราะเชื่อว่า “แค่นี้เองไม่เห็นเป็นไร”
เพียงเพราะเชื่อว่า “คนสูบจนแก่ไม่เห็นจะป่วยเลย”
เพียงเพราะเชื่อว่า “คนจะตายอยู่เฉยๆก็ตายได้”
เด็กน่ารักคนหนึ่ง ต้องมาเสียชีวิต เพราะความไม่รับผิดชอบของผู้ใหญ่บางคน
ความทรมานจิตใจ ความเจ็บปวดในการสูญเสียลูกไปของพ่อแม่ ใครเล่าจะทดแทนให้ ใครเล่าจะรับผิดชอบได้
แม่บัวอยากเตือนฝากไว้ค่ะ ไม่ว่าคุณพยายามกำลังจะเลิกบุหรี่ หรือกำลังล้มเลิกความคิดเพราะพ่ายแพ้ต่อบุหรี่อยู่
ขอจงมีพลังใจที่เข้มแข็ง และอดทนก้าวผ่าน เอาชนะมันให้ได้
“บุหรี่” เป็นภัยร้าย ไม่ใช่แค่สุขภาพของเราเท่านั้น แต่นั่นหมายถึง ชีวิตของคนที่เรารัก ชีวิตของคนรอบข้าง!! ซ้ำยังเป็นบ่อนทำลายรอยยิ้มของคนในครอบครัว อย่างที่เราไม่เคยคาดคิดอีกด้วย!
อย่าทำให้ตัวเองกลายเป็นเพชฌฆาตฆ่าลูก ฆ่าคนที่คุณรัก ด้วยน้ำมือของคุณเองเลยนะคะ
รีบเลิกบุหรี่ เพื่อรักษาชีวิตอันสดใสของคนที่คุณรักก่อนจะสาย
อย่ารอเลิกบุหรี่ ในวันที่มีใครตาย หรือเกิดการสูญเสียอีกเลยนะคะ
#เลิกบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก #บุหรี่ร้ายทำลายชีวิตลูก
#แม่บัวเพจอมรินทร์เบบี้แอนด์คิดส์
อ่านพิษสงของ ควันเพชฌฆาต ทำร้ายลูกได้ 20 เท่า ได้ที่ >>>
https://www.amarinbabyandkids.com/health/disease/3rd-smoke/
เครดิตภาพ : J. WALTER THOMPSON BANGKOK

05/03/2019

#ลูกชอบโยนของ ☄️🖐🏻

ลูกที่บ้านตั้งแต่อายุ 1ขวบครึ่ง เวลาอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด หรือเวลาเราตอบสนองไม่ตรงความต้องการ ของเขา เค้ามักจะโยนของ เพื่อแสดงความไม่พอใจ

หรือเวลาทานข้าว ก็ชอบโยนอาหาร โยนช้อนส้อม ทั้งเวลาเล่น ทั้งเวลาหงุดหงิด

นี่คงเป็นวัย ที่ลูกรู้สึกตัวเองเป็นศูนย์กลาง ช่วงนี้มักจะยังรอคอยไม่ค่อยได้ ต้องการให้พ่อแม่สนใจ อยากได้อะไรก็จะร้องขอ เมื่อไม่ได้ก็มักแสดงความไม่พอใจ อาละวาด ซึ่งมักจะเป็นปกติของช่วงวัยนี้

แล้วแม่อย่างเราเรา จะแก้หรือรับมืออย่างไร มี้แอนก็ปวดหัวไปพักใหญ่เลย ลองทำหลายๆแบบก็ยังไม่ได้ผลจริงจัง

พอดีวันที่พาอิงฟ้าไปฉีดวัคซีน ซึ่งต้องมีการตรวจพัฒนาการ มี้แอนเลยถามกับคุณครูพัฒนาการ คุณครูบอกเลยว่าวัยนี้ เจอได้บ่อยมาก

ซึ่งคนเลี้ยงจะต้องสอนเค้า หากเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยผ่าน ถ้าลูกโยนของ ให้บอกเค้าเดี๋ยวนั้นคุณแม่บอกให้ลูกเก็บ และจูงมือลูกไปเก็บของที่เค้าโยน ซึ่งแม่ห้ามเก็บให้ และต้องรอจนกว่าเค้าจะยอมเก็บ

ไม่ได้การและ เราไม่เคยให้อิงฟ้าเก็บเลยนี่หน่า เอาแต่บอกว่าอย่าโยน ไม่ทำ แต่เราเองที่เก็บ ทั้งๆที่เค้าเป็นคนโยน

กลับบ้านมี้แอน ก็ลองใช้วิธีนี้เลยจ้า 😆เวลาอิงฟ้าเล่นแต่ไม่ยอมเล่นดีๆ ชอบจับของมาแล้วโยน หรือเวลาหงุดหงิดอารมณ์เสีย จะโยนให้เราเห็น แถมตอนโยนเสร็จหันมามองหน้าหม้ามี้ว่า จะทำยังไงต่อ หึหึ😤😤

คราวนี้เปลี่ยนใหม่ ทำหน้านิ่งพูดเสียงดังฟังชัด “เก็บค่ะ!หนูโยน หนูต้องเป็นคนเก็บ” ครั้งแรกอิงฟ้าทำหน้าไม่สนใจ ไม่ยอมทำตาม แถมทำเสียงดังๆขู่ด้วย

มี้แอนย้ำรอบที่2 “เก็บค่ะ” และจูงมือเค้ามาเก็บ ปรับโทนเสียง “อิงฟ้าโยนอิงฟ้าก็ต้องเก็บนะคะ” จับมือแอบแน่นนิดๆ และเก็บกับเค้า มาเก็บกัน พออิงฟ้าช่วยเก็บก็ชม “น่ารักมากลูก หนูโยนทิ้งหนูก็ต้องเก็บนะ เยี่ยมมากเลย ปรบมือหน่อย” แล้วก็กอดๆจุ๊บๆ

พอมีรอบต่อไปก็ทำอีก จนอิงฟ้าเริ่มชิน และโยนลดลง เพราะถ้าโยนไกลต้องเดินไปหยิบเอง ถ้าโยนแก้ว โยนกล่องนม ก็ต้องเก็บต้องเช็ดเองให้สะอาด หม่ามี้หยิบ ทิชชู่ หยิบผ้ามาให้เลย อื้ม. ได้ผลๆ🤔

ส่วนถ้าโยนอาหาร หรือโยนช้อนเมื่อไหร่ มี้แอนจะบอกเลย “ไม่กินแล้วใช่ไหมค่ะ งั้นหม่ามี้เก็บนะ “ แล้วเก็บเลยจ้า ต่อให้ร้องไห้ก็ไม่ได้กิน รอมื้อต่อไปโล้ดดดดด
*********************🌸🌸🌸🌸🌸🌸************************

#สรุป
⭐️ ทำเดี๋ยวนั้น ตอนที่ลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก
⭐️ หนักแน่น และเอาจริง
⭐️ สม่ำเสมอ ลูกทำปุ๊ป เราให้เค้าเก็บเลยเดี๋ยวนั้น ทำไปเรื่อยๆ ลูกจะค่อยๆปรับตัว
⭐️ แสดงความรัก เล่นด้วยกันเยอะๆ ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันกับลูก แล้วเค้าจะเชื่อฟังจะปรับตัวเข้าหาเรา

เท่าที่ได้ลองใช้วิธีนี้ สำหรับมี้แอนและอิงฟ้า ได้ผลดีเลยคร่า 👏🏻👏🏻👏🏻

ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ เผื่อบ้านไหนกำลังเจอสถานการณ์เดียวกัน 😁😁😁

#ด้วยรักจากใจ #มี้แอน

29/08/2018

ระวังกันด้วยนะจ้ะสาวๆ☠️

ใครเหวี่ยงบ่อย ดมมะลิ สิค่ะ🤣🤣🤣🤣
05/05/2018

ใครเหวี่ยงบ่อย ดมมะลิ สิค่ะ🤣🤣🤣🤣

ที่อยู่

Bkk
Bangkok
39170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Triple Bผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์