Busy Rabbit Messenger Service in Chiang Mai

บริษัทแมสเซนเจอร์ในเชียงใหม่และพื้นที่โดยรอบ
รับส่งพัสดุ เอกสาร อาหารจากร้านอาหาร สินค้าจากร้านสะดวกซื้อ และส่งพัสดุที่ไปรษณีย์ทั้งลงทะเบียนและ EMS ในราคาย่อมเยา
ติดต่อเราได้ที่ tel : 096-696-6655, Line :

😅
24/06/2025

😅

คนแสนแปดมารวมกันอยู่หน้าซูชิโร่!!!


#ซูชิสายพาน #ซูชิโร่ 

😭
20/08/2024

😭

กาดหลวง เหงาเป็นป่าช้า แม่ค้านั่งปรับทุกข์กัน ยอดขายวันละหมื่น เหลือหลักร้อย สินค้าปล่อยไม่ออกต้องนำมาลดครึ่งราคา แม้ขาดทุนก็ต้องยอม

รวมร้านอาหารญี่ปุ่นในเชียงใหม่ ดีงามทุกร้าน👍🏻
29/07/2024

รวมร้านอาหารญี่ปุ่นในเชียงใหม่ ดีงามทุกร้าน👍🏻

ได้เวลาเล่าเรื่องของตัวเองที่ล้มเหลวสักที ก่อนจะโบกมือบ๊ายบาย เราก็สนุกกันมากๆ ครับ ดีใจที่ได้เจอลูกค้าน่ารักๆ ทุกคนด้วย...
26/06/2024

ได้เวลาเล่าเรื่องของตัวเองที่ล้มเหลวสักที ก่อนจะโบกมือบ๊ายบาย เราก็สนุกกันมากๆ ครับ ดีใจที่ได้เจอลูกค้าน่ารักๆ ทุกคนด้วยนะครับ

[ ] 📰 เมื่อวานเห็นข่าว SCBX ประกาศยุติให้บริการแอปพลิเคชันเดลิเวอรี Robinhood ก็รู้สึกใจหาย จำได้ว่าตอนที่พวกเขาเริ่มในปี 2020 ด้วยการไม่เก็บค่า GP กับร้านอาหาร ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ
ตอนนั้นโควิดกำลังระบาดหนัก การออกไปนั่งทานอาหารที่ร้านยังไม่สะดวก บริการเดลิเวอรีจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันไปเลย
ปัญหาตอนนั้นคือเรื่องค่า GP ที่ร้านอาหารจะต้องเจอจากแอปฯ เดลิเวอรีต่างในอัตราที่สูง (ประมาณ 30-35% ไม่รวม VAT อีก) การมา Robinhood จึงเหมือนเป็นทางออกที่ร้านอาหารกำลังรอคอย และลูกค้าหลายคนก็พร้อมสนับสนุนธุรกิจที่ช่วยเหลือเจ้าของธุรกิจตัวเล็กๆ อยู่แล้ว
ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Robinhood ก็เหมือนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปลายปี 2023 มีไรเดอร์ในเครือถึง 31,000 คน ร้านในแอปฯ 130,000 ร้าน จากข้อมูลจาก Statista ถือเป็นแอปฯ​ ที่ 5 รองจาก, Grab, Lineman, Food Panda และ Shopee
ประเด็นสำคัญแม้ธุรกิจจะมีจุดประสงค์และเป้าหมายที่ดี แต่สุดท้ายหากมันไม่กำไร ไม่เจอหนทางเติบโต หรือ งบในการทำธุรกิจนั่นหมดก็คงไปต่อยาก
ตรงนี้พอเข้าใจได้หากไปดูงบการเงินของ Robinhood ภายใต้ บริษัท เพอเพิล เวนเจอร์ จำกัด (บริษัทของ SCBX) มีผลขาดทุนสะสมกว่า 5,565 ล้านบาทในช่วงเกือบ 4-5 ปีที่ผ่านมา
หากฝืนทำต่อไป ก็เหมือนคนเป็นแผลที่เลือดไหลไม่หยุดแล้วไม่ยอมไปหาหมอ อาจจะเหนื่อยกว่าเดิม​ เป็นเหตุผลในการถอยที่สมเหตุสมผล และอย่างที่ SCBX บอกว่าตอนนี้เหตุการณ์โควิดก็ผ่านพ้นมาแล้ว ภารกิจในการช่วยเหลือสังคมก็ลุล่วงแล้ว จึงตัดสินใจยุติการให้บริการตรงนี้
คัมภีร์อี้จิงของจีนโบราณกล่าวถึงกลยุทธ์หนึ่งในการทำศึกสงครามว่า "ถอยหนีมิผิด เป็นวิสัยแห่งสงคราม" เมื่อเจอสนามรบที่ไม่เอื้อต่อการเอาชนะ คู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า ชำนาญภูมิศาสตร์มากกว่า การหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ ก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง
🛵 เรื่องของ Robinhood ทำให้ผมคิดถึงตอนที่ทำสตาร์ตอัปเดลิเวอรีของตัวเองชื่อ ‘Busy Rabbit’ ที่เชียงใหม่ที่ตัดสินใจปิดตัวลงไปเมื่อช่วงต้นปี 2022 หลังจากทำมาเกือบ 5 ปี เช่นกัน
ตอนผมเริ่มทำธุรกิจช่วงกลางปี 2017 รูปแบบธุรกิจเดลิเวอรีที่เชียงใหม่ยังมีแค่ Food Panda ส่วนเจ้าอื่นๆ ที่ส่งอาหารอยู่ก็จะเป็นรูปแบบของส่วนบุคคล แม่ค้ารับหิ้วที่รับออเดอร์วันนี้ตอนเย็น รวมกันจากหลายๆ ออเดอร์ สั่งแล้วโอนเงินมาไว้ก่อน พรุ่งนี้แม่ค้ารับหิ้วก็จะไปซื้ออาหารที่ร้านเพื่อมาส่งให้เป็นมื้อกลางวัน ค่าใช้จ่ายสำหรับรับหิ้วตอนนั้นก็คิดเป็นออเดอร์ไป +20/30 บาท ต่อออเดอร์
ปัญหาแน่นอนคือเรื่องค่า GP ที่ร้านต้องเจออยู่แล้ว แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือลูกค้าไม่อยากสั่งอาหารข้ามวัน เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้อยากกินอะไร
จังหวะนั้นเลยคิดว่า ธุรกิจเดลิเวอรีน่าสนใจดี เชียงใหม่ยังมีผู้เล่นในตลาดไม่เยอะ และผู้ใช้งานก็มีอยู่แล้ว ถ้าเรายกระดับเดลิเวอรีให้มันเป็นเรียลไทม์ได้ สั่งอาหารแล้วได้ทานเลย เก็บค่าส่งแพงกว่า Food Panda โดยที่ไม่มี GP ร้านค้า ธุรกิจก็อาจจะไปได้
🌟 จากไอเดียตรงนั้น Busy Rabbit ก็เกิดขึ้น
เรียกว่าตีโจทย์แตกก็พอได้ เพราะตัว Food Panda เองแม้จะมีเดลิเวอรี แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้มีช่องว่างให้เราเข้าไปแทรกได้ ส่วนลูกค้าที่อยากสั่งตอนนี้กินตอนนี้ แทนที่จะสั่งล่วงหน้ากับแม่ค้ารับหิ้วก็ได้ทาน แม้จะบอกว่าค่าส่งเราแพง แต่ Food Panda ก็อาจจะส่งไม่ถึง หรือบางทีให้แวะสองสามที่ หรือร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบ เราก็ไปซื้อให้ได้หมด
ออเดอร์หลั่งไหลเข้ามา ตอนนั้นเลือกไม่ทำแอปฯ อะไรเลย สั่งออเดอร์ผ่านไลน์แชต ผ่านเฟซบุ๊ก แต่ละวันถือว่าออเดอร์เยอะพอสมควรมาก
เมสเซนเจอร์จาก 2 คน เป็น 3 คน เป็น 5 คน เป็นสิบคน รายได้ถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงปี
แต่แล้วช่วงกลางปี 2018 Grab Food ก็มา ทีนี้ยุ่งเลย เพราะแกร็บถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ มาปุ๊บออเดอร์หายลดลงอย่างเห็นได้ชัด อัดโปรโมชันเต็มที่เปิดตัวแบบปังมาก ลูกค้าที่เคยใช้ประจำหาย
✅ บทเรียนที่ 1 : บริการรับส่งอาหาร ความแตกต่างน้อยมาก แค่รับส่งให้ตรงเวลา ส่งไว ของไม่เสียหาย บริการโอเค ลูกค้าเปรียบเทียบราคาแล้วส่วนใหญ่ก็เลือกที่ถูกกว่า
✅ บทเรียนที่ 2 : แม้ลูกค้าจะบอกว่าบริการของเราดีกว่า แต่ด้วยความสะดวกของแอปฯ จำนวนไรเดอร์ที่มากกว่าทำให้รับส่งได้ฉับไว รับงานได้ทันที แถมลูกค้าชอบโปรโมชันส่วนลดที่อัดมาตลอด เราสู้ไม่ได้ไม่ว่าด้วยหน้าไหนก็ตามในกรณีนี้
✅ บทเรียนที่ 3 : พนักงานของเราเมื่อรอบวิ่งน้อยลง รายได้น้อยลง เขาก็ไม่อยู่ เริ่มทยอยออกไปบ้าง
ถึงเวลาปรับตัวอีกครั้ง เปลี่ยนจากแค่รับส่งอาหารหรือเอกสาร ไปเป็นผู้ให้บริการเมสเซนเจอร์แบบมืออาชีพที่ทำธุระแทนลูกค้าได้ สมมุติอยากหาคนไปดำเนินเรื่องเอกสารที่ศาลากลางเชียงใหม่เกี่ยวกับบริษัทก็ไปทำให้ได้ เพิ่มบริการใหม่ๆ เข้ามาเช่นไปต่อคิวร้านอาหาร หรือเป็นฝ่ายเดลิเวอรีแบบ B2B ให้กับองค์กรต่างๆ
ใช้เวลาเกือบสองปีในการปรับตัว จากที่ลูกค้าหายไป รายได้หายไป แต่ก็ประคับประคองธุรกิจมาได้เรื่อยๆ และลูกค้าองค์กรถือว่ารายได้ดี เพราะเป็นลูกค้าประจำ เหมือนกำลังจะดี
แต่ปี 2020 โควิดมา! ทีนี้เรียกว่าเละครับ
เพราะเมื่อปรับไปเป็นบริการเมสเซนเจอร์แบบมืออาชีพ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจหรือองค์กรซะเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 80% ส่วนรายย่อยก็ประมาณ 20%
โควิดแล้วยังไง? ออเดอร์อาหารมาเพียบ แต่ลูกค้าไม่ได้เลือกเราเพราะค่าส่งแพง (เพราะยังไงเราก็ไม่เก็บ GP) คิดตามระยะทางคิดตามจริง แต่ลูกค้าบริษัทหาย เพราะบริษัทล้มกันระนาว
ตอนนั้นมี Grab, Food Panda ไม่นาน Lineman ก็ตามเข้ามาช่วงกลางปี 2020 เมสเซนเจอร์ส่งอาหารวิ่งกันหนักมาก แต่งานของ Busy Rabbit เงียบกริบ
ภายในระยะเวลาสามสี่เดือนที่โควิดเริ่มระบาด รายได้หายไปเกินครึ่ง
✅ บทเรียนที่ 4 : บางทีการทำธุรกิจเราไม่รู้เลยว่าโลกจะพัดอะไรมาใส่เรา ซึ่งเราไม่มีทางควบคุมได้ ซึ่งอาจจะเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า Black Swan ก็ได้
แต่ไม่ยอมแพ้ครับ ปรับใหม่อีกรอบ เพราะตอนนี้เห็นโอกาสแล้วว่าเดลิเวอรีอาหารต้องมาแล้ว จะทำยังไงให้กลับไปสู้กับเจ้าอื่นได้ โดยที่เราแตกต่างจากเขาไปด้วย
ระหว่างหาข้อมูลอยู่ก็ไปเจอเรื่องราวของธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ในอเมริกาที่ต้องปรับตัวในช่วงโควิด ที่สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแอปฯ เดลิเวอรีเจ้าใหญ่ โดยการทำ ’Self-Delivery’ หรือการให้พนักงานร้านไปส่งเอง
ตอนนั้นกระแสนี้ก็เริ่มเข้ามาไทยเหมือนกัน ร้านค้าให้พนักงานร้านขับรถไปส่งออเดอร์ที่บ้านลูกค้าในช่วงล็อกดาวน์
เห็นโอกาสครับ ถ้าเราสร้างระบบขึ้นมาเพื่อให้ร้านค้าเหล่านี้รับออเดอร์ได้เอง (ไม่เสีย GP) และสามารถตั้งราคาค่าส่งของตัวเอง พร้อมขอบเขตระยะการส่งจากร้านได้ โดยให้พนักงานร้านไปส่งเอง (เราไม่ต้องใช้เมสเซนเจอร์ไปรับของ) แล้วเราเก็บเงินค่าระบบอย่างเดียว แบบนี้น่าจะได้แฮะ
เฮ้ยย...ไอเดียไม่เลวเลย ปัญหาคือตอนนี้เงินเริ่มหมดแล้ว ระหว่างที่ปัญหาโควิดยังดำเนินไปเรื่อยๆ ออเดอร์ก็น้อยลงเรื่อยๆ ลูกค้าก็น้อยลงเรื่อยๆ เมสเซนเจอร์เราก็ไปรับออเดอร์อาหารได้เงินมากกว่า ก็หายกันไปทีละคนสองคน
แต่ขอสู้อีกสักครั้ง ช่วงกลางปี 2020 จังหวะนั้นเห็นโครงการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ของ NIA ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าของเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมเพื่อพัฒนาและนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบเชิงพาณิชย์มาใช้จริง เลยสมัครเข้าไปพิชชิ่ง
ผ่านขั้นตอนทุกอย่าง พิชไปหลายรอบมาก กว่าจะรอบสุดท้ายช่วงปลายปี 2020 ในที่สุดก็ได้ทุนมาก้อนหนึ่งประมาณล้านกว่าบาท (ตอนนี้ Robinhood ก็เปิดตัวในกรุงเทพฯ แล้ว ชูความโดดเด่นเรื่องการไม่เก็บ GP)
ตอนนั้นคิดว่านี่แหละ! หนทางสู่ชัยชนะ
แต่จังหวะมันก็ไม่ได้อีกนั่นแหละ
เพราะกว่าขั้นตอนทุกอย่างจะจบ เงินก้อนแรกที่ได้จาก NIA (NIA แบ่งทุนเป็นก้อนๆ ให้เราออกเงินไปก่อนแล้วเอาบิลมาเบิกเป็นรอบๆ นะครับ) ก็ปาเข้าไปต้นปี 2021
ระบบเพิ่งกำลังเริ่มต้น เพราะเงินเพิ่งเข้า คนบางส่วนเริ่มกลับไปนั่งทานอาหารที่ร้านกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีล็อกดาวน์กลับมาเป็นระยะๆ อยู่
ระบบเริ่มให้ร้านค้ามาทดลองใช้ช่วงกลางๆ ปี 2021 มีหลายร้านให้ความสนใจใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือ ร้านไม่มีคนไปส่งอาหารเองและร้านไม่อยากทำการตลาดหรือหาลูกค้าด้วยตัวเอง
✅ บทเรียนที่ 5 : เคสที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศหรือในไทยเองก็ตาม ร้านอาหารเหล่านั้น พร้อมจะทำการตลาด พร้อมจะหาช่องทางให้ธุรกิจของตัวเองไปรอด พร้อมจะทำโปรโมชัน พร้อมจะโปรโมตออนไลน์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ซึ่งร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มีระบบของตัวเองอยู่แล้ว ขนาดโตในระดับหนึ่ง และมีพนักงานที่สามารถแบ่งไปเป็นพนักงานส่งอาหารได้
แต่เป้าหมายร้านค้าที่อยู่ในระบบเราเป็นร้านเล็กถึงกลาง ซึ่งพนักงานจำกัดและไม่มีเวลามาทำการตลาดอะไร ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเรียนรู้ระบบใหม่ แค่อยากรับออเดอร์อาหาร ทำแล้วให้คนส่งไปส่งให้
บทเรียนข้อนี้ใหญ่มาก เพราะเราแก้ปัญหาผิดจุด ไอเดียดี แต่ไม่ตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมาย
เหตุผลเพราะ 1) ไม่เคยถามลูกค้าว่านี่คือพวกเขาต้องการจริงๆ ไหม 2) คิดไปเองว่าเคสที่สำเร็จก็น่าจะเอามาปรับใช้ได้ และ 3) ธุรกิจเมื่อเงินเริ่มตึงมือ เรามัวแต่ไปจับจ้องอยู่กับการหาเงิน จนมองข้ามรายละเอียดหลายๆ เรื่องได้
ตอนนี้ระบบก็พยายามปรับตัวใหม่อีกครั้ง พยายามหาร้านที่มันเข้ากับระบบที่สร้างขึ้นมา ซึ่งก็พอหาได้ เพียงแต่ว่ามันไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำ (fixed cost) ต่างๆ แถมยังช้าไปด้วยเพราะเงินมันเริ่มหมดอีกรอบ สายป่านที่สั้นทำให้ทุกอย่างดูติดขัดไปหมด จะทำการตลาดก็ดันไม่สุด จะทำโปรโมชันก็สู้ไม่ได้
พอปลายปี 2021 ที่ Robinhood ขยายมาเชียงใหม่ ตอนนั้นผมรู้เลยว่าถึงเวลาต้องถอย ศึกครั้งนี้น่าจะใหญ่เกินไปแล้ว เป็นทะเลเดือดไปแล้ว
ตอนนั้นยังเหลือเงินอีกก้อนหนึ่งที่พอจะชดเชยให้พนักงานประจำของเราได้ เพื่อให้ทุกคนแยกทางไปหาโอกาสใหม่ๆ กันดีกว่าอยู่ตรงนี้
สุดท้ายต้นปี 2022 ผมตัดสินใจยกธงขาว ประกาศปิด Busy Rabbit หลังจากสู้รบกับสมรภูมิเดลิเวอรีมาเกือบ 5 ปี
เป็น 5 ปีที่เต็มไปด้วยสีสัน และบทเรียนมากมาย ทำให้เติบโตและรู้ว่าการทำธุรกิจนั้นมีปัจจัยอีกหลายร้อยอย่างมากๆ ที่กระทบกับเรา (ทั้งควบคุมได้และไม่ได้)
เราเห็นโอกาส คนอื่นก็เห็นโอกาส ยิ่งธุรกิจที่แตกต่างกันไม่เยอะแบบเดลิเวอรี ยิ่งทำให้รู้ว่าสายป่านหรือเงินทุนที่มีเอาไว้ทำโปรโมชันดึงดูดลูกค้า สร้างความคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เงินก้อนเผื่อขาดทุนนั้นสำคัญมากๆ
ลองนึกภาพว่าเหมือนเป็นเราไปแข่งกันกลั้นหายใจใต้น้ำ แต่บางคนมาพร้อมถังออกซิเจน ถังเล็ก ถังใหญ่แตกต่างกันออกไป
เว็บไซต์ Crowdabout (บริษัท ที่ปรึกษาธุรกิจ และวิจัยตลาด) ได้ทำการสำรวจผู้ใช้งานแอปฯ เดลิเวอรีในปี 2022 พบว่า 3 เหตุผลที่คนเลือกใช้เดลิเวอรีแต่ละเจ้าเพราะ
1) 39% มีคูปองหรือโค้ดส่วนลดให้ใช้งาน
2) 31.5% มีช่องทางจ่ายเงินให้เลือกหลายรูปแบบ
3) 11.5% มีสมาชิกกับช่องทางนั้นอยู่แล้ว
แน่นอนนี่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีถังออกซิเจนจะชนะไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าตัวเองก็พลาดเยอะ ยังไม่เก่ง แกร่ง หรืออึดมากพอในสนามนี้ ซึ่งการได้ลงเล่นแล้วเจ็บเองก็ได้บทเรียนอันล้ำค่า ที่มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าไม่ได้เสียใจที่ตัดสินใจทำเลย (เพียงแต่เสียดายที่ทำให้มันดีกว่านี้ไม่ได้และหาทุนมาได้ไม่ทันการเติบโตของธุรกิจในช่วงแรกๆ)
แต่ก็นั่นแหละครับ "ถอยหนีมิผิด เป็นวิสัยแห่งสงคราม" เมื่อถึงเวลาถอยก็ต้องถอย
ก่อนประกาศปิด Busy Rabbit ผมมีโอกาสนั่งปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
เพื่อนผมถามว่า “ลองพยายามทำทุกอย่าง สุดทางแล้วจริงๆใช่ไหมละ?”
ผมคิดอยู่นานก่อนตอบว่า “ใช่นะ เท่าที่ทำได้เลย”
หลังจากเงียบไปสักพัก เพื่อนผมก็พูดขึ้นมาว่า “บางอย่างนะ สุดมือก็ต้องปล่อยไปแหละ”
คำพูดนั้นเหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย เพราะเชื่อว่าไม่มีเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการคนไหนที่เริ่มทำธุรกิจแล้วอยากให้มันเจ๊ง แต่หากลองทำทุกอย่างแล้วจริงๆ เท่าที่จะทำได้ การถอยออกมาจากสนามรบโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปมากกว่านี้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
การจากไปของ Robinhood ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แม้ระหว่างทางก็พยายามแตกกลยุทธ์กลายเป็นซูเปอร์แอปฯ มีท่องเที่ยว มีจ่ายตลาดเข้ามา แต่ก็เหมือนยังไม่เพียงพอ
เมื่อสุดมือก็ต้องปล่อยไป, เป็นกำลังใจให้พนักงานและทุกคนที่เกี่ยวข้องครับ
====================
🎯 สรุป 3 ประเด็นสำคัญ

✅ 1. ธุรกิจเดลิเวอรีในไทยมีการแข่งขันสูง แม้จะมีแนวคิดโดดเด่น เช่น Robinhood ที่ไม่คิดค่า GP แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องยุติให้บริการ เนื่องจากขาดทุนสะสมจำนวนมาก เช่นเดียวกับสตาร์ตอัปเล็กๆ อย่าง Busy Rabbit ที่ต้องปิดตัวลงหลังดำเนินธุรกิจมา 5 ปี
✅ 2. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นรายย่อยอยู่รอดยากในตลาดเดลิเวอรี ได้แก่ การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชัน เงินทุนสำรองหมดมือ เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างโควิด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกความสะดวกและราคาถูก ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กแข่งขันได้ค่อนข้างยาก
✅ 3. การถอยหรือล้มเลิกธุรกิจก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เมื่อพบว่าตลาดไม่เกื้อหนุน คู่แข่งเหนือกว่า และได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว "ถอยหนีมิผิด เป็นวิสัยแห่งสงคราม" สำคัญคือต้องรู้จักปล่อยวางและก้าวต่อไป เก็บเกี่ยวบทเรียนที่ได้เพื่อนำไปปรับใช้กับโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
====================
- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ ผู้ก่อตั้ง Busy Rabbit ที่ปิดตัวไปแล้ว)
#การเงิน #การทำธุรกิจ #แนวคิด #ความล้มเหลว #บทเรียน

เอ้าาาา....พร้อมกันยังครับ
13/05/2024

เอ้าาาา....พร้อมกันยังครับ

สวัสดีเจ้า ชาวเชียงใหม่ เคลียร์คิวให้ว่าง อิเกียกำลังไปหาคุณ 🚛
IKEA Road Tour พร้อมมุ่งตรงสู่ “เชียงใหม่” ถึง 2 โลเคชั่น!

🗓 17 พ.ค. 67 – 19 พ.ค. 67​ ➡️ แม็คโคร เชียงใหม่ หางดง (https://maps.app.goo.gl/pgope1U9NjKQvKES8)
🗓 24 พ.ค. 67 – 26 พ.ค. 67​ ➡️ แม็คโคร เชียงใหม่ (https://maps.app.goo.gl/cvtyGLoFkAYh74e48)

มาช้อปสินค้าคอลเล็คชั่นพิเศษ AURTIENDE/ออเทียนเด มีจำหน่ายที่ประเทศไทยแห่งเดียวในเอเชีย! และไอเทมแต่งบ้านคุณภาพจากอิเกีย​ พร้อมรับกระเป๋าลิมิเต็ดคอลเล็คชั่น IKEA Road Tour* ที่ออกแบบมาสำหรับจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะ​

📌 สัปดาห์นี้ มาเจอกันที่ แม็คโคร เชียงใหม่ หางดง นะ
🗓 17 พ.ค. 67 – 19 พ.ค. 67​
⏰ เวลา 11:00 – 18:00 น.​

📍 ดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเลย >> https://bit.ly/4dvxNuN
ติดตามช่องทางของเราไว้ เราตื่นเต้นมากที่จะได้พบคุณ 💛💙 ​

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่อิเกียกำหนด​

11/05/2024

หางดงฝนจะตกกี่โมง!!!!!!

โอ้ววววว
11/05/2024

โอ้ววววว

เผยโฉมแล้ว ‼️ อาคาร "ร่มบ่อสร้าง" อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ สนามบินเชียงใหม่ (ปัจจุบัน) เริ่มสร้างปีหน้า

AOT Official เผยภาพ อาคาร "ร่มบ่อสร้าง" ไอเดียการออกแบบอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ พื้นที่กว่า 70,000 ตร.ม. ของสนามบินเชียงใหม่ (ปัจจุบัน) โดยจะเริ่มสร้างปีหน้า เพื่อรองรับผู้โดยสาร 16 ล้านคน คาดเปิดบริการปี 71

โดยตั้งอยู่ด้านทิศใต้ปลายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังเดิมและปรับปรุงอาคารเดิมให้เป็นอาคารภายในประเทศทั้งหมดขยายพื้นที่จาก 3.5 หมื่น ตร.ม.เป็น 4.8 หมื่น ตร.ม.

ขณะเดียวกันจะเพิ่มพื้นที่โถงพักคอยขึ้นเครื่องบิน, เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ, ติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบิน, สร้างทางยกระดับหน้าอาคารหลังใหม่, เพิ่มที่จอดรถจาก 2,340 คัน เป็น 3,940 คัน, เพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินภายในประเทศ
อ่านข่าวในคอมเมนต์

ขอบคุณภาพ AOT Official
สนับสนุนโดย สยามทีวี ดิจิตอล สโตร์
ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า, มือถือและไอทีที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ
คลิกเลย! https://bit.ly/3OT4wAo

#เชียงใหม่นิวส์

จีเนียส
29/04/2024

จีเนียส

- กลายเป็นประเด็นที่คนกำลังสนใจอย่างมาก โพสต์หาคนจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ
- เช่น “หาคนจ่ายบิลค่าไฟ 1,000 บาท ให้ 900 บาท”
- คนจ่ายก็จ่ายให้ด้วย ‘Shopee SPayLater’ ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง แล้วก็ได้รับเงินสดไป (900 บาท)
- เป็นการเอาสินเชื่อที่ได้จาก Shopee มาแลกเงินสด โดยยอมจ่ายส่วนต่าง เพื่อนำเงินสดไปหมุนใช้ก่อนนั่นเอง
- SPayLater ไม่ได้พิจารณาการสมัครจากรายได้ ไม่ต้องมีรายได้ประจำ เข้าถึงคนได้เยอะ
- วงเงินไม่สูงมากหลักพัน-หมื่น สูงสุดคือ 100,000
- กดเครดิตเป็นเงินสดไม่ได้ ก็ไปจ่ายบิลให้คนอื่นแทน
- ประเด็นที่ต้องระวังคือ อาจจะเกิดการเบี้ยวเงินกันขึ้นมาได้ เพราะไม่มีระบบป้องกันจุดนี้ คนโพสต์โอนให้คนรับจ่ายก่อนไม่ยอมไปจ่ายก็เคสหนึ่ง คนรับจ่ายจ่ายไปก่อนแล้วคนโพสต์ไม่ยอมโอนก็อีกปัญหาหนึ่ง
- และอย่าลืมว่าถ้าคนจ่ายบิล พอถึงรอบจ่ายเงินแล้วไม่จ่ายให้ Shopee ก็จะมีดอกเบี้ยตามมาด้วย
#จ่ายบิลแทน

🎉 สุดยอด!
29/04/2024

🎉 สุดยอด!

[interview] หากไม่ทันสังเกตป้าย “Ice Cream Sandwich” ที่ติดหน้าร้าน คนมองจากข้างนอกเข้ามา อาจจะสงสัยว่าคาเฟ่สีครีมๆ ที่มีชื่อติดว่า ‘kintaam’ ขายอะไรกันนะ?
“คนเห็นเดินผ่านก็จะงงๆ หน่อย รู้แหละว่าเป็นคาเฟ่ แต่ขายอะไรเหรอ?” น้ำอบ (ชื่อเต็ม) พี่สาวและหนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
อากาศร้อนอบอ้าวทะลุ 40 องศาฯ ของเชียงใหม่ในช่วงเดือนเมษายน ไม่เพียงแต่ทำให้การหาร้านไอศกรีมทานเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายเป็นสิ่งที่พึงปราถนา แต่อีกเหตุผลที่วันนี้ทำให้ผมอยากมาคุยกับเจ้าของร้านไอศกรีมแซนด์วิชแห่งนี้เพราะความสงสัยในตัวสินค้าใหม่ที่ชื่อว่า “ไอศกรีมก้อนฝุ่น PM 2.5” ด้วยต่างหาก
📌[[ #จุดเริ่มต้นของ ‘ #กินตาม’ ]]
“มันเป็นประเด็นที่เราอยากจะคุย เราสนใจเรื่องสังคม มันเป็นตัวตนของเรา อยากจะสื่อออกไปให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ได้กะว่าจะต้องผลิตออกมาเพื่อให้มันขายได้เยอะๆ แต่คือสิ่งที่เราอยากเล่าผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีในมือมากกว่า”
น้ำทิพย์ (ชื่อเต็ม) น้องสาวและผู้ก่อตั้งแบรนด์อีกคนหนึ่งเล่าถึงไอเดียเบื้องหลัง “ไอศกรีมก้อนฝุ่น PM2.5” ขณะที่ผมกำลังตักเข้าปาก
ต้องอธิบายก่อนว่าถึงแม้ชื่อจะไม่ได้น่าทาน แต่มันเป็น “ไอศกรีมรสนม corn flakes คลุกด้วย corn flakes อบกรอบผสมคาราเมลชาร์โคล” และถึงแม้ว่าหน้าตาจะมีความพิลึกสักหน่อย แต่บอกเลยครับว่าอร่อยมากๆ ครับ
เมื่อถามทั้งสองคนว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเริ่มต้นทำธุรกิจ?
แพสชัน? ไอเดีย? สิ่งที่เราสนใจ?​ อยากทำธุรกิจ? หรือแค่ช่วงจังหวะที่พอดี?
ธุรกิจ “กินตาม” ไอศกรีมแซนด์วิชของสองพี่น้อง น้ำอบและน้ำทิพย์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง แต่เป็นทุกอย่างรวมกัน
ในปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิดกำลังระบาด
หลังจากเรียนจบด้านการออกแบบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร น้ำอบรับงานเป็นฟรีแลนซ์อยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนน้ำทิพย์เองเพิ่งเรียนจบด้านการตัดต่อจากที่เดียวกัน แต่กลับมาเป็นฟรีแลนซ์อยู่ที่บ้านเกิดเชียงใหม่
เวลาที่เหลือจากการทำงานและความรักในการความรักในการทำขนมของน้ำทิพย์ จึงไปชวนพี่สาวมาทำโปรเจกต์ขนมด้วยกัน “มาทำอะไรสนุกๆ ช่วงหน้าร้อนกัน” โดยน้ำทิพย์ตัวตั้งตัวตีจะเป็นฝั่งครัว ฝั่งคิดสูตร ส่วนน้ำอบดูเรื่องการสร้างแบรนด์และใส่ความครีเอทีฟเข้าไป
หลังจากน้ำทิพย์นั่งรีเสิร์ชหาข้อมูลขนมต่างๆ ที่ขายในบ้านเรา ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศร้อน คนก็ชอบกินไอศกรีม แต่ส่วนใหญ่ก็ขายแบบตักเป็นก้อนๆ
ส่วนตัวแล้วน้ำทิพย์ชอบทำพวกขนมอบ ขนมปัง คุกกี้ อยู่แล้ว
จะทำขายแค่อย่างใดอย่างหนึ่งมันก็ขายได้อย่างเดียว จึงเกิดเป็นไอเดียว่างั้นเอาสองอย่างมารวมร่างกันเลย กลายเป็นไอศกรีมแซนด์วิชขึ้นมา ในตลาดก็ยังไม่ค่อยมีคู่แข่งอีกด้วย
“ด้วยความที่มันเป็นโควิด มันก็มีช่วงเวลาว่างอยู่บ้าน เลยชวนพี่น้ำอบว่าเราทำไอติมขึ้นมา ทำแบรนด์ให้หน่อย เป็นงานคู่ที่ทำด้วยกัน แล้วก็เริ่มขายออนไลน์จากที่บ้านนี่แหละ แต่ก็ขายทั้งกรุงเทพฯและเชียงใหม่เลยตั้งแต่แรกนะ เพราะน้ำทิพย์อยู่เชียงใหม่ ส่วนตอนนั้นน้ำอบอยู่คอนโดฯ ที่กรุงเทพ” น้ำทิพย์เล่าย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นที่ชวนพี่สาว
“เราไม่ได้คิดเลยว่าจะเริ่มทำธุรกิจ แค่ลองอยากทำอะไรสนุกๆ แค่นั้นเลย” น้ำอบเล่าเสริม
สำหรับชื่อร้าน ‘กินตาม’ ก็มาจากคำว่า “กินตามอัธยาศัย”
โดยคำว่า ‘ตามอัธยาศัย’ มาจากโปรเจกต์อื่นที่ทำคู่กันมาก่อน ขายของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า โปสการ์ดต่างๆ ฯลฯ พอมาทำเป็นของกินก็เลยตั้งให้มันล้อกับคำว่า “ตามอัธยาศัย” จนกลายเป็น “กินตาม” นั่นเอง
หลังจากได้ไอเดียสินค้าที่จะขาย ชื่อแบรนด์ สิ่งที่ตามมาคือใส่ความครีเอทีฟและตัวตนของทั้งคู่เข้าไปในผลิตภัณฑ์
ด้วยตัวตนที่ชัดเจนของทั้งคู่ ความสนใจประเด็นปัญหาเรื่องสังคมต่างๆ (เหมือนอย่างไอศกรีมฝุ่น PM2.5) ทำให้ไอศกรีม 4 รสแรกที่ออกวางขายของแบรนด์ก็ถือกำเนิดจากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯที่คนกำลังให้ความสนใจช่วงนั้นพอดี และแน่นอนเสียงตอบรับก็ดีมากๆ
“4 รสชาติแรกคือเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมการเมืองนี่แหละ เราอยากพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสังคม แต่ไม่รู้จะพูดออกมายังไง จังหวะนั้นเรากำลังเริ่มโปรเจกต์ไอศกรีม ‘กินตาม’ พอดี เลยเอาไอเดียมาใส่เลย” น้ำอบอธิบาย
4 รสชาติแรกคือ : กล้วยหอมทองผ่องอำไพ, ช็อคแสบ, เย็นเจี๊ยบ และ ไบร์ทจัง ซึ่งแต่ละอันก็จะมีสตอรี่ของมันอยู่อย่างเช่น ช็อคแสบก็จะเป็นช็อกโกแลตพริกเกลือ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป เย็นเจี๊ยบก็จะกล่าวถึงประเทศไทยที่เหมือนถูกแช่แข็ง หรืออย่างไบรต์จัง ก็แสดงถึงแสงสว่างที่ปลายทางของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
“ตอนขายก็ขายเป็นเซต 4 อัน แล้วก็เขียนเล่าใส่กระดาษไปด้วยว่าที่มาของแต่ละรสคอนเซปต์คืออะไร ก็ให้คนตีความกันเอาเอง ตอนนั้นก็ทำกันเอง ถ่ายรูปแล้วก็ลงขายออนไลน์ เพื่อนก็ช่วยกันแชร์ คล้ายไอติมฝุ่นนี่แหละ”
แม้จะเริ่มขายแค่ออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้าน ชื่อร้านไอศกรีม ‘กินตาม’ ก็กลายเป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง
🎊[[ #เริ่มต้นเล็กๆ_หาตัวตนของตัวเองให้เจอ ]]
“เราเริ่มต้นด้วยเงินหลักหมื่นเอง ซื้อเครื่องทำไอติม แล้วก็ฝึกทำอยู่ประมาณสองเดือน” น้ำทิพย์เล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เริ่มทำธุรกิจ “ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบ เงินก็แทบไม่มีเก็บ แต่ก็เอาเงินนิดหน่อยที่มีในบัญชีมาลองทำดู เครื่องทำก็ซื้อของจีน มีตู้แช่ ไม่มีหน้าร้าน เริ่มในครัวก่อน ส่วนแบรนด์ทางน้ำอบก็จัดการ มันเลยเริ่มแบบไม่ได้แพงเลย ทำได้เท่านี้ ก็ขายเท่านี้ไปก่อน”
ตอนแรกที่เริ่มก็ไม่ได้คิดว่าจะทำมาเป็นธุรกิจขนาดนี้ ไม่ได้มีหน้าร้านอะไร ตอนนั้นทั้งคู่ทำงานฟรีแลนซ์ไปด้วย แล้วพอว่างก็มาทำไอศกรีมขายต่อ
แต่ด้วยเสียงตอบรับที่ดี รสชาติอร่อย สินค้าเต็มไปด้วยเรื่องราวและความครีเอทีฟ ลูกค้าจึงขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไป 6 เดือน เมื่อเห็นว่าลู่ทางข้างหน้าพอมีความเป็นไปได้ และต้องเข้าครัวเอง ทำสองอย่างไม่ไหว น้ำทิพย์ตัดสินใจลงมาทำธุรกิจเต็มตัว คุณแม่ก็เข้ามาช่วยด้วย ส่วนน้ำอบก็คอยช่วยเหลือตลอด ด้านสร้างแบรนด์ โซเชียลมีเดีย มาร์เก็ตติง แม้จะยังมีรับงานข้างนอกอยู่บ้าง แต่เธอบอกว่าเวลาส่วนใหญ่นับเป็นชั่วโมงก็คืออยู่กับ ‘กินตาม’ แทบทั้งหมด
ถึงตอนนี้ผ่านมาสามปีกว่า จากที่ขายแค่ออนไลน์อย่างเดียว ตอนนี้ก็มีหน้าร้านอยู่ 3 สาขาแล้ว 2 แห่งที่เชียงใหม่ และอีก 1 แห่งที่กรุงเทพฯ
ทั้งคู่ยังคงดูแลทุกอย่างด้วยตัวเองข้างหลัง บริหารจัดการ สร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ ส่วนหน้าร้านก็มีน้องๆ พนักงานมาช่วยขายแล้ว
นอกจากไอศกรีมของตัวเอง ทั้งสองคนยังมีบริการออกแบบไอศกรีมรสชาติพิเศษให้กับคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่อยากจะทำการตลาดและอยากให้คิดรสชาติใหม่ๆ ให้ (ยกตัวอย่างแบรนด์ยาสีฟัน Curaprox หรือ Sephora ก็เคยทำร่วมกัน) หรือคู่รักที่อยากสร้างไอศกรีมรสชาติพิเศษสำหรับใช้ในงานแต่งงานก็มี
เมื่อถามถึงความสำเร็จในตอนนี้ทั้งคู่บอกว่า “พอใจนะ กับสิ่งที่เกิดขึ้น ถือว่าเรามาไกลกว่าที่คิดเอาไว้มาก เพราะตอนแรกกะว่าทำสั้นๆ กลายเป็นธุรกิจเต็มตัวไปเลย”
แต่แน่นอนว่าทั้งตลอดเส้นทางก็มีความท้าทายเข้ามาเสมอ จากที่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนก็ต้องมาบริหารและทำทุกอย่างเอง “ด้านที่เราคิดว่าท้าทายที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ Operation การจัดการให้ทุกอย่างมันดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อย” น้ำอบแชร์ถึงเรื่องนี้
“ตอนแรกพอทำกันสองคนก็ไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ แต่พอมีน้องๆ คนอื่นๆ มาเพิ่ม เลยรู้สึกว่ามันท้าทาย ตรงความรับผิดชอบต้องมากขึ้นไปด้วย แต่เราก็นับความสำเร็จเล็กๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แค่นี้ก็ถือว่าเราทำได้ดีมากๆ แล้ว” น้ำทิพย์เสริมพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับคนที่อยากเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่น้ำอบอยากแชร์คือเริ่มจากการ “หาตัวตนของเราให้เจอก่อนว่าเป็นใคร” ไม่ใช่เห็นคนนั้นทำแบบนี้ แบรนด์นั้นสวย สินค้าขายดี ไปทำตาม สุดท้ายแล้วมันจะไปต่อยาก
แต่หากเริ่มจากการรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ผลิตภัณฑ์ที่สร้างออกมาจะสื่อสิ่งที่เป็นตัวเราไปหาลูกค้า มันจะไปต่อได้เรื่อยๆ
นอกจากตัวอย่างไอศกรีมก้อนฝุ่นหรือไอศกรีม 4 รสชาติช่วงเปิดตัวแล้ว น้ำทิพย์ยังเล่าถึงอีกรสชาติหนึ่งที่เธอรู้สึกชอบมากๆ คือ “ช็อคโก้คุกกี้” เพราะเรื่องราวเบื้องหลังของมันที่มาจากประเด็น “Food Waste” หรือปัญหาขยะอาหารที่ถูกพูดถึงในงาน Bangkok design week ที่ทั้งคู่ได้ไปร่วมงาน
“ปกติแล้วเวลาเราทำไอศกรีมแซนด์วิช สิ่งที่ต้องทิ้งบ่อยๆ คือบิสกิตที่มันอบแล้วแตก เลยคิดว่าจะลองนำบิสกิตเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดขยะ เลยปรับสูตรไอศกรีมช็อกโกแลตแล้วนำบิสกิตที่มันแตกลงไปผสม กลายเป็นไอศกรีมรสช็อคโก้คุกกี้ขึ้นมา ซึ่งส่วนตัวชอบมากๆ เลย”
🔑[[ #ทฤษฎีวงกลมทองคำ ]]
ตัวตนชัดเจน ประเด็นชัดเจน เรื่องเล่าชัดเจน และรสชาติอร่อย นี่น่าจะเป็นคำนิยมของกินตามได้เป็นอย่างดี
น้ำทิพย์เองด้วยความที่เป็นก็ฝ่ายที่อยู่ในครัว คิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดก็เสนอว่า “เวลาเริ่มก็เริ่มเล็กๆ ไม่ต้องไปคิดใหญ่ ลองทำ ไม่ต้องรอให้พร้อม แบบที่ล้มก็ไม่เจ็บมาก แล้วค่อยๆ ขยาย”
เพราะตลอดเส้นทางสามปีกว่าที่ผ่านมาทั้งคู่คอนเฟิร์มเลยว่าไม่มีวันไหนที่ไม่ท้าทาย หากรอให้พร้อมคงไม่ได้ทำ เริ่มลงมือแล้วค่อยๆ ปรับแก้กันไประหว่างทาง
“ความสำเร็จตรงนี้ คิดว่าเป็นเพราะความสามารถของเราเองหรือว่ามีโชคเข้ามาช่วยด้วย” ผมถาม
ทั้งคู่หันมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มๆ
“ผสมมา มีทั้งคู่เลยนะ จังหวะก็ด้วย การเริ่มลงมือทำก็ด้วย ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว โอกาสที่โชคจะตามมาก็เพิ่มขึ้นมาด้วย เรียกว่ามาเจอกัน ตอบแบบ abstract มาก” น้ำทิพย์ตอบพร้อมเสียงหัวเราะ
น้ำอบเสริมว่า “มันมีทั้งคู่เลย มีความสามารถ แต่ก็ต้องชัดเจนว่าเราจะทำอะไร ชัดเจนกับตัวตนของเรา ต้องสู้กับสิ่งที่เราเชื่อด้วย แล้วจังหวะก็จะมา”
ก่อนลากันวันนี้ผมถามว่าภาพที่เห็นอีก 5 ปีจะเป็นยังไง เพราะมีคนติดตามและติดต่อขอซื้อทำแฟรนไชส์มาทุกวัน แต่ทั้งคู่ก็บอกว่าค่อยๆขยับขยายไปเรื่อยๆ เพราะยังใหม่มาก อาจจะเพิ่มทางฝั่งงานลูกค้ามากขึ้น เป็นสตูดิโอออกแบบไอศกรีมให้ลูกค้าตามโจทย์ที่ได้ ส่วนทางของร้านเองก็อาจจะมีออกเป็นคีออสเล็กๆ วางตามที่ต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องชัดเจนว่ามันคือตัวตนของทั้งคู่จริงๆ
เรื่องราวของน้ำอบ-น้ำทิพย์ และแบรนด์ไอศกรีมแซนด์วิช ‘kintaam’ ทำให้นึกถึง “ทฤษฎีวงกลมทองคำ” (The Golden Circle) เคล็ดลับความสำเร็จของ Apple ที่ ไซมอน ซิเนค (Simon Sinek) อดีตผู้บริหาร นักเขียน และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจเขียนไว้ในหนังสือขายดีตลอดกาลอย่าง “Start With Why”
โดย ซิเนคกล่าวว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จมักจะเข้าหาลูกค้าด้วยใช้คำถาม 3 ข้อ
เป็นวงกลมซ้อนทับขึ้นไปเรื่อยๆ 3 ชั้น เริ่มจากข้างในตรงกลางคือทำไม (“Why”) ล้อมรอบด้วย อย่างไร (“How”) ในชั้นที่สอง และชั้นนอกสุดคือ อะไร (“What”)
ยกตัวอย่างของ Apple
“Why” : Apple เชื่อในการท้าทายในสิ่งที่เป็นอยู่ เชื่อในการคิดที่แตกต่าง
“How” : ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สวยงาม และง่ายต่อการใช้งาน
“What” : สร้างคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนของ ‘kintaam’
“Why” : มีตัวตนชัดเจน สนใจในประเด็นรอบตัว (สังคม การเมือง ศิลปะ ความบันเทิง ฯลฯ)
“How” : ออกแบบผลิตภัณฑ์นำประเด็นเหล่านั้นมาสื่อสารได้อย่างชัดเจน
“What” : ผ่านไอศกรีมแซนด์วิชที่อร่อยและนำเสนอได้อย่างสวยงาม
ก็เหมือนอย่างที่น้องน้ำอบว่าครับหากอยากเริ่มธุรกิจ “หาตัวตนของเราให้เจอก่อนว่าเป็นใคร” หา “Why” ของตัวเองให้เจอ
ซิเนคกล่าวสรุปเกี่ยวกับทฤษฎีวงกลมทองคำนี้ว่า
“ผู้คนไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ แต่ซื้อเพราะเหตุผลที่คุณทำมันต่างหาก”
- โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ )
#สัมภาษณ์ #การเงิน #แนวคิด #ธุรกิจ #ไอศกรีมแซนด์วิช #ไอศกรีมก้อนฝุ่นpm2.5 #เชียงใหม่

29/04/2024

เชียงใหม่ ไม่เพียงเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสำหรับคนไทย แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายต่อหลายคนติดใจ มาท่องเที่ยวแล้วอยากกลับมาซ้ำอีก
ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่ช้าไม่นาน เชียงใหม่เคยถูกจัดให้เป็น great wellness centres ศูนย์การพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ที่จัดอยู่ในระดับสุดยอดของโลก ควบคู่ไปกับบาหลี, กัว และฤๅษีเกศ (เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น “ประตูสู่หิมาลัย” ทางตอนเหนือของอินเดีย)
แต่เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา ลี โคบาจ ผู้สื่อข่าวของ เดอะ เทเลกราฟ สื่อดังของอังกฤษ เพิ่งเผยแพร่บทความเตือนบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายว่า เชียงใหม่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป
(อ่านต่อในคอมเมนต์)

150++ ทุกวันเลยนะครับ pm2.5
22/04/2024

150++ ทุกวันเลยนะครับ pm2.5

เทศกาลสงกรานต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ หากมองการเล่นน้ำในเมืองจะเห็นว่ามีการเล่นน้ำอย่างคึกคัก แต่อัตราการใช้จ่ายประเภทของฝากกลับน้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ขณะที่สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว เกรงปัญหาฝุ่นควันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่มีการวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้า ในช่วงไฮซีซั่น

#สงกรานต์ #นักท่องเที่ยว #รายได้ #เชียงใหม่ #ยอดขาย #ของฝาก

ที่อยู่

Chiang Mai

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 20:00
อังคาร 08:00 - 20:00
พุธ 08:00 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 20:00
เสาร์ 08:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66966966655

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Busy Rabbitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์